ถอดบทเรียนการจัดการความรู้ (Knowledge Management) แนวปฏิบัติที่ดี Good Practice / Best Practice ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ตามเกณฑ์ AUN-QA Version 4.0
ถอดบทเรียนการจัดการความรู้ (Knowledge
Management)
แนวปฏิบัติที่ดี
Good Practice / Best Practice
ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ตามเกณฑ์
AUN-QA Version 4.0
หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต
รวม ๒๙ แนวปฏิบัติที่ดี จาก ๗ เกณฑ์คุณภาพ
เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษาในเครือข่าย
จัดทำและเรียบเรียงโดย
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี
คณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
ปีการศึกษา ๒๕๖๘
เอกสารถอดบทเรียนการจัดการความรู้ฉบับนี้
จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมและเรียบเรียง “แนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice/Best
Practice)” ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาตามเกณฑ์ AUN-QA Version 4.0
ของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต โดยมุ่งถอดบทเรียนใน “กระบวนการดำเนินงาน” ที่นำไปสู่คุณภาพเพื่อแลกเปลี่ยเรียนรู้กับสถาบันการศึกษาอื่นสามารถนำแนวปฏิบัติไปศึกษา
ปรับใช้ และยกระดับคุณภาพการศึกษาของตนเองได้
เนื้อหาในเอกสารนี้ได้รับการเรียบเรียงให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันทั้งเล่ม
ภายใต้แบบฟอร์มถอดบทเรียนแบบ Best Practice ที่ประกอบด้วยบริบทและความเป็นมา
วัตถุประสงค์ กระบวนการดำเนินงาน ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ
และแนวทางการนำไปใช้และการต่อยอด
ทั้งนี้ได้ปรับถ้อยคำให้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นสากลและถ่ายโอนได้ เพื่อให้ทุกสถาบันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามบริบทของตน
คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
เอกสารฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในเครือข่ายสถาบันการศึกษาพยาบาลและสาขาที่เกี่ยวข้องต่อไป
คณะผู้จัดทำ
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี
สระบุรี
๒. แบบฟอร์มถอดบทเรียน Best
Practice (โครงสร้างมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันทั้งเล่ม)..................... 6
เกณฑ์ที่ ๒
โครงสร้างและเนื้อหาของหลักสูตร (Programme Structure and Content)................ 16
เกณฑ์ที่ ๓
แนวทางการจัดการเรียนการสอน (Teaching and Learning Approach)..................... 24
แนวปฏิบัติที่ดี ๓.๓:
ระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Ecosystem).................... 25
๑.
การจัดการความรู้และการถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดี
การจัดการความรู้ (Knowledge
Management: KM) เป็นกระบวนการที่ทำให้ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลและกระบวนการทำงาน
(Tacit Knowledge) ถูกถอดออกมาเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit
Knowledge) ที่ผู้อื่นสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ต่อได้
การถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice/Best Practice) จึงเป็นหัวใจสำคัญของ KM เพราะช่วยให้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในที่หนึ่งกลายเป็นบทเรียนที่ถ่ายทอดและต่อยอดได้ในที่อื่น
เอกสารฉบับนี้เน้นการถอดบทเรียนใน
“กระบวนการ (Process)” ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี
มากกว่าการบรรยายผลการดำเนินงานเชิงตัวเลข
เพราะกระบวนการคือสิ่งที่สถาบันอื่นสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้จริง
ตัวเลขผลลัพธ์เป็นเพียงเครื่องยืนยันว่ากระบวนการนั้นได้ผล
แต่ไม่ใช่สาระที่ถ่ายทอดได้โดยตรง
๒. แบบฟอร์มถอดบทเรียน Best
Practice (โครงสร้างมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันทั้งเล่ม)
เพื่อให้การถอดบทเรียนมีความเป็นมาตรฐานเดียวกันและง่ายต่อการนำไปใช้
แนวปฏิบัติที่ดีทุกเรื่องในเอกสารนี้เรียบเรียงตามโครงสร้าง ๖ องค์ประกอบ
ภายใต้แนวคิด “บริบท–กระบวนการ–ผลลัพธ์ (Context–Process–Result)” ดังนี้
• ๑) บริบทและความเป็นมา (Context): ที่มา ปัญหา
หรือความท้าทายที่นำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัติ
• ๒) วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ: เป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
• ๓) กระบวนการดำเนินงาน (Process):
ขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นหัวใจของแนวปฏิบัติ ซึ่งมักดำเนินภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA
• ๔) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors):
เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แนวปฏิบัติประสบความสำเร็จ
• ๕) ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned):
ผลที่เกิดขึ้นเชิงกระบวนการและข้อเรียนรู้สำคัญ
• ๖) แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability): วิธีที่สถาบันอื่นนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อ
๓. ขอบเขตของเอกสาร
เอกสารนี้รวบรวมแนวปฏิบัติที่ดี
จำนวน ๒๙ เรื่อง ครอบคลุมเกณฑ์คุณภาพ AUN-QA Version 4.0 ทั้ง ๗ เกณฑ์ ได้แก่
ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวัง โครงสร้างและเนื้อหาของหลักสูตร
แนวทางการจัดการเรียนการสอน การประเมินผู้เรียน บุคลากรสายวิชาการ
การบริการและการสนับสนุนผู้เรียน และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และโครงสร้างพื้นฐาน
แนวปฏิบัติที่ดี ๑.๑:
การขับเคลื่อนผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร (PLOs)
ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์สถาบันและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๑ (ELOs) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๑.๑ การกำหนด PLOs ให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ
และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตร
(Programme Learning Outcomes: PLOs) เป็นหัวใจของการจัดการศึกษาที่เน้นผลลัพธ์
(Outcome-Based Education) การกำหนด PLOs
จึงต้องไม่เกิดจากการคัดลอกหรือกำหนดตามความเคยชิน
แต่ต้องเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของสถาบัน มาตรฐานวิชาชีพ
และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
แนวปฏิบัตินี้พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่พบบ่อยในหลายหลักสูตร
คือ PLOs มีความเป็นนามธรรมสูง วัดประเมินได้ยาก และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
(โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้ใช้บัณฑิต) ยังรับรู้ไม่ทั่วถึง จึงออกแบบ 'ระบบขับเคลื่อน
PLOs' ที่ทำให้วิสัยทัศน์ของสถาบันถูกแปลงลงสู่ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ชัดเจน วัดได้
และสื่อสารถึงทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• วิเคราะห์และยืนยันความเหมาะสมของ PLOs ตามหลัก Learning
Taxonomy ให้ครอบคลุมทั้งสามด้าน (พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย)
และสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพ
• เชื่อมโยง PLOs
กับวิสัยทัศน์และพันธกิจของสถาบันให้เห็นความสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการทำ
Mapping
• ยกระดับการสื่อสาร PLOs
ไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มด้วยช่องทางและรูปแบบที่เหมาะสมเฉพาะกลุ่ม
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการแบ่งเป็นสามระยะหลัก
ดำเนินภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA โดยให้คณะกรรมการบริหารหลักสูตรเป็นกลไกหลัก
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ PLOs เชิงลึก ทบทวนและกำหนด PLOs ด้วยหลัก Backward Design
และจำแนกระดับพฤติกรรมตาม Bloom's Taxonomy ฉบับปรับปรุง
ตรวจสอบให้ครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย
แล้วจัดทำตารางความเชื่อมโยง (PLO–Vision/Mission Mapping Matrix)
เพื่อยืนยันว่าทุก PLO ตอบวิสัยทัศน์และพันธกิจ
ขั้นที่ 2 ขับเคลื่อน PLOs สู่การปฏิบัติเชิงรุก นำ PLOs ลงสู่การจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร เช่น
การสอนภาคปฏิบัติในแหล่งฝึก
และความร่วมมือ/แลกเปลี่ยนทางวิชาการกับเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ
เพื่อให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังเกิดขึ้นจริงในประสบการณ์ของผู้เรียน
ขั้นที่ 3 ยกระดับการสื่อสารด้วย Stakeholder
Communication Matrix ออกแบบแผนการสื่อสาร PLOs
จำแนกตามกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (อาทิ อาจารย์ นักศึกษา ผู้ปกครอง แหล่งฝึก
ผู้ใช้บัณฑิต) โดยเลือกสาร ช่องทาง และรูปแบบให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม เช่น
สื่ออินโฟกราฟิก วีดิทัศน์ และช่องทางดิจิทัล
แล้วประเมินการรับรู้เพื่อปรับปรุงต่อเนื่อง
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ผู้บริหารให้ความสำคัญและสนับสนุนทรัพยากรในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
• ทีมวิชาการมีความเข้าใจหลักการออกแบบหลักสูตรเชิงผลลัพธ์และ
Learning Taxonomy
• มีช่องทางดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายสำหรับการสื่อสารและจัดเก็บองค์ความรู้
• ใช้วงจร PDCA ทบทวนและปรับปรุงการสื่อสารและการนำ PLOs
ไปใช้เป็นระยะ
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
เกิดระบบที่ทำให้ PLOs
มีความชัดเจน วัดได้ และเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์อย่างเป็นรูปธรรม
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละกลุ่มรับรู้ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่หลักสูตรมุ่งหวังมากขึ้น
และอาจารย์สามารถใช้ PLOs เป็นเข็มทิศในการออกแบบการเรียนการสอน
บทเรียนสำคัญคือ การกำหนด
PLOs ที่ดีต้องเริ่มจากการวิเคราะห์เชิงระบบ (ไม่ใช่การคัดลอก) และต้องมาคู่กับ
'แผนการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม' เพราะ PLOs
ที่ดีแต่สื่อสารไม่ถึงผู้เกี่ยวข้องจะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำ PLO–Vision/Mission Mapping Matrix
เป็นเครื่องมือมาตรฐานที่หลักสูตรอื่นนำไปปรับใช้ได้ทันที
• ออกแบบ Stakeholder Communication Matrix ของแต่ละหลักสูตรเอง
โดยระบุกลุ่มเป้าหมาย สาร และช่องทางที่เหมาะสม
• สถาปนาเป็นวงรอบประจำปี ทบทวน PLOs
และการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างน้อยปีละครั้ง
แนวปฏิบัติที่ดี ๑.๒:
การกำหนดและทบทวนผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (CLOs) ให้สอดคล้องกับ PLOs
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๑ (ELOs) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๑.๒
การแสดงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชากับ PLOs |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา
(Course Learning Outcomes: CLOs)
เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเป้าหมายภาพใหญ่ของหลักสูตร (PLOs)
กับการเรียนการสอนในห้องเรียน หาก CLOs
ของแต่ละรายวิชาไม่ชัดเจนหรือไม่เชื่อมโยงกับ PLOs
ผู้เรียนก็จะไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ของหลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ
แนวปฏิบัตินี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ทุกรายวิชามี
CLOs ที่ชัดเจน วัดผลได้ และสอดคล้องกับ PLOs/Sub-PLOs ตามหลักการ Constructive
Alignment
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ให้ทุกรายวิชามี CLOs ที่เขียนชัดเจน วัดผลได้
และเหมาะสมกับธรรมชาติของรายวิชา
• แสดงความเชื่อมโยงระหว่าง CLOs กับ PLOs/Sub-PLOs
และระบุระดับการสนับสนุน
• สร้างความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้
และการวัดประเมินผล
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ PLOs/Sub-PLOs พิจารณาว่ารายวิชาต้องสนับสนุนผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรในข้อใดบ้าง
เพื่อกำหนดขอบเขตของรายวิชาให้ตรงเป้าหมาย
ขั้นที่ 2 กำหนด CLOs เขียน
CLOs ให้ชัดเจน เหมาะสมกับเนื้อหาและระดับของรายวิชา
และสามารถวัดผลได้ด้วยกริยาเชิงพฤติกรรม
ขั้นที่ 3 กำหนดค่าน้ำหนักการสนับสนุน ระบุระดับการสนับสนุนของรายวิชาต่อ PLOs/Sub-PLOs แต่ละข้อ
(เช่น แนะนำ–เสริมย้ำ–เชี่ยวชาญ) เพื่อให้เห็นภาพการกระจายความรับผิดชอบ
ขั้นที่ 4 เชื่อมโยงสู่การจัดการเรียนรู้ ออกแบบผลลัพธ์ระดับบทเรียน (LLOs) กิจกรรมการเรียนรู้ ภาระงาน
และการประเมินผลให้สอดคล้องกับ CLOs
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบความสอดคล้อง ทบทวนความเชื่อมโยงตลอดสายตามหลัก Constructive Alignment
เพื่อยืนยันว่าวัดในสิ่งที่สอนและสอนในสิ่งที่ตั้งเป้า
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• อาจารย์ผู้สอนเข้าใจหลักการเขียนผลลัพธ์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมที่วัดได้
• มีตารางความเชื่อมโยง (CLO–PLO Matrix)
เป็นเครื่องมือกลางให้ทุกรายวิชาใช้รูปแบบเดียวกัน
• มีกลไกวิพากษ์และทบทวน CLOs ร่วมกันในระดับหลักสูตร
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
CLOs ของทุกรายวิชามีความชัดเจน
วัดได้ และสอดคล้องกับ PLOs/Sub-PLOs
ทำให้การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลของแต่ละรายวิชาส่งต่อกันเป็นระบบและช่วยให้ผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์ของหลักสูตร
บทเรียนสำคัญคือ
ความสอดคล้องเชิงโครงสร้าง (Constructive Alignment)
ต้องถูกตรวจสอบเป็นขั้นตอนสุดท้ายเสมอ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นเอง
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ใช้ตาราง CLO–PLO Matrix เป็นแบบฟอร์มมาตรฐานในการทบทวน มคอ.๓
ของทุกรายวิชา
• กำหนดเป็นเงื่อนไขคุณภาพว่ารายวิชาจะเปิดสอนได้ต่อเมื่อมี CLOs
ที่เชื่อมโยง PLOs ครบถ้วน
• จัดเวทีวิพากษ์ CLOs ข้ามรายวิชา
เพื่อลดความซ้ำซ้อนและอุดช่องว่างของการกระจายผลลัพธ์
แนวปฏิบัติที่ดี ๑.๔:
การจัดการความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้กลายเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้
(Stakeholder Needs to PLOs)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๑ (ELOs) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๑.๔
การนำความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาพิจารณาในการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมักอยู่ในรูป
'เสียงสะท้อน' ที่กระจัดกระจาย หากไม่มีระบบจัดการ
เสียงเหล่านี้ก็จะไม่ถูกแปลงเป็นการพัฒนาหลักสูตรอย่างแท้จริง
แนวปฏิบัตินี้จึงออกแบบระบบที่เปลี่ยน 'เสียงสะท้อน' ให้กลายเป็น
'ผลลัพธ์การเรียนรู้' อย่างเป็นระบบภายใต้วงจร PDCA
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• จำแนกและจัดลำดับความสำคัญของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นระบบ
• รวบรวมความต้องการด้วยวิธีการที่หลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
• วิเคราะห์ช่องว่างและนำผลไปปรับปรุงผลลัพธ์การเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ใช้กระบวนการ ๕
ขั้นตอนภายใต้วงจร PDCA เพื่อเปลี่ยนเสียงสะท้อนให้เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้
ขั้นที่ 1 จำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์และจัดกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยตาราง
Power/Impact Matrix
เพื่อกำหนดวิธีการเก็บข้อมูลและระดับการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม
ขั้นที่ 2 ออกแบบเครื่องมือเก็บข้อมูล พัฒนาเครื่องมือให้ครอบคลุมพฤติกรรมบ่งชี้ของผลลัพธ์การเรียนรู้ทุกข้อ
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่นำไปเทียบกับ PLOs ได้
ขั้นที่ 3 รวบรวมข้อมูลแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลหลายวิธี (Multi-method) เช่น แบบสอบถาม
การสนทนากลุ่ม และการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อทำการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation)
ให้ข้อมูลน่าเชื่อถือ
ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ช่องว่าง นำความต้องการที่ค้นพบมาเทียบกับ PLOs ปัจจุบัน (Gap Analysis)
เพื่อระบุประเด็นที่ต้องเพิ่มเติมหรือปรับปรุง
ขั้นที่ 5 นำผลไปปรับปรุง สะท้อนกลับสู่การปรับ PLOs กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผล
แล้วติดตามผลเพื่อยืนยันการพัฒนาที่ต่อเนื่อง
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีกรอบการจำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ชัดเจน (Power/Impact
Matrix)
• ใช้วิธีเก็บข้อมูลหลายแหล่งและตรวจสอบสามเส้าเพื่อความน่าเชื่อถือ
• มีตารางตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) จากความต้องการสู่ PLO
สู่ CLO และการประเมิน
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
หลักสูตรมีระบบที่ทำให้ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถูกแปลงเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้และกิจกรรมที่จับต้องได้
และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าการพัฒนาแต่ละเรื่องมาจากความต้องการของใคร
บทเรียนสำคัญคือ
การมีตารางตรวจสอบย้อนกลับ (Needs → PLO → CLO → การประเมิน)
ช่วยให้การพัฒนาหลักสูตรมีหลักฐานและไม่หลุดจากความต้องการจริง
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• นำ Power/Impact Matrix
ไปใช้จัดลำดับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของแต่ละหลักสูตร
• จัดทำตารางตรวจสอบย้อนกลับเป็นเอกสารหลักฐานประกอบการประเมินคุณภาพ
• กำหนดรอบการรับฟังเสียงสะท้อนและทบทวน PLOs อย่างสม่ำเสมอ
แนวปฏิบัติที่ดี ๑.๕:
การออกแบบระบบประเมินและติดตามการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้รายบุคคล (Achievement of
PLOs)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๑ (ELOs) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๑.๕
การแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เมื่อสำเร็จการศึกษา |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การยืนยันว่าผู้เรียนบรรลุ
PLOs เมื่อสำเร็จการศึกษา ต้องอาศัยระบบประเมินที่ครอบคลุมทั้งการประเมินทางตรง
(Direct) และทางอ้อม (Indirect)
พร้อมเกณฑ์การบรรลุและการติดตามพัฒนาการที่เป็นระบบ
ไม่ใช่การประเมินปลายทางเพียงครั้งเดียว
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ออกแบบแผนประเมินที่ครอบคลุม PLOs
ทุกข้อด้วยวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม
• กำหนดเกณฑ์การบรรลุและช่วงเวลาประเมินที่ชัดเจน
• ติดตามพัฒนาการรายบุคคลและช่วยเหลือผู้เรียนจนบรรลุเกณฑ์
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน
ตั้งแต่การวางแผนจนถึงการช่วยเหลือรายบุคคลและการรายงานผล
ขั้นที่ 1 วางแผนการประเมิน PLOs จัดทำแผนประเมินครอบคลุม PLOs ทุกข้อ กำหนดวิธี เครื่องมือ
ผู้ประเมิน ช่วงเวลา และเกณฑ์การบรรลุ
ขั้นที่ 2 ดำเนินการวัดและประเมินผล ใช้การประเมินทางตรง (เช่น ผลการเรียนรายวิชาที่คัดสรร
การสอบรวบยอด และการสอบทักษะ) ควบคู่กับการประเมินทางอ้อม (เช่น
แบบประเมินการรับรู้ของผู้เรียน)
ขั้นที่ 3 กำกับติดตามความก้าวหน้า ติดตามผลการบรรลุของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องในแต่ละชั้นปี
ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ผลรายบุคคล ใช้เครื่องมือแสดงผลเชิงภาพ เช่น แผนภูมิเรดาร์ (Radar Chart)
เพื่อเห็นจุดเด่นและจุดที่ต้องพัฒนาของผู้เรียนแต่ละคน
ขั้นที่ 5 ช่วยเหลือและพัฒนาเพิ่มเติม จัดสอนเสริม ซ่อมเสริม
และการดูแลโดยอาจารย์ที่ปรึกษาให้ผู้เรียนกลุ่มที่ยังไม่ถึงเกณฑ์
ขั้นที่ 6 สรุปและรายงานผล สรุปผลการบรรลุ PLOs และนำไปใช้พัฒนาคุณภาพหลักสูตรในรอบถัดไป
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีแผนการประเมิน PLOs ที่ครอบคลุมและออกแบบล่วงหน้า
• ใช้เครื่องมือวิเคราะห์รายบุคคลที่เห็นพัฒนาการได้ชัด เช่น
แผนภูมิเรดาร์
• มีระบบช่วยเหลือผู้เรียนจนผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
หลักสูตรมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้เมื่อสำเร็จการศึกษา
และสามารถติดตามพัฒนาการรายบุคคลเพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันเวลา
บทเรียนสำคัญคือ
การยืนยันการบรรลุ PLOs ต้องเริ่มจากการออกแบบการประเมินที่ชัดเจน ติดตามต่อเนื่อง
วิเคราะห์รายบุคคล และมีระบบช่วยเหลือ มากกว่าการวัดผลปลายทางเพียงครั้งเดียว
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• นำแผนการประเมิน PLOs (ทางตรง+ทางอ้อม)
ไปออกแบบให้เหมาะกับบริบทของแต่ละหลักสูตร
• ใช้แผนภูมิเรดาร์หรือเครื่องมือเชิงภาพอื่นในการสะท้อนพัฒนาการรายบุคคล
• เชื่อมระบบช่วยเหลือผู้เรียน (สอนเสริม/อาจารย์ที่ปรึกษา)
เข้ากับผลการประเมินอย่างเป็นระบบ
แนวปฏิบัติที่ดี ๒.๒:
การออกแบบหลักสูตรด้วยกระบวนการย้อนกลับ (Backward Curriculum Design)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๒ (Programme Structure) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๒.๒
การออกแบบหลักสูตรที่แสดงความสอดคล้องระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ การเรียนการสอน
และการวัดประเมิน |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การออกแบบหลักสูตรที่ดีต้องแสดงความสอดคล้องเชิงโครงสร้าง
(Constructive Alignment) ระหว่างผลลัพธ์การเรียนรู้ กระบวนการเรียนการสอน
และการวัดประเมินผล แนวปฏิบัตินี้ใช้กระบวนการออกแบบแบบย้อนกลับ (Backward
Curriculum Design) ซึ่งเริ่มจากผลลัพธ์ที่ต้องการก่อน แล้วจึงย้อนมาออกแบบเนื้อหาและการวัดผล
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ออกแบบหลักสูตรโดยยึดผลลัพธ์การเรียนรู้และความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นจุดตั้งต้น
• สร้างความสอดคล้องตลอดสายตั้งแต่ PLOs ลงสู่ CLOs LLOs
กลยุทธ์การสอน และการวัดประเมิน
• ยืนยันความถูกต้องของโครงสร้างหลักสูตรตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ Backward
Curriculum Design ๖ ขั้นตอน
ขั้นที่ 1 กำหนดจุดอ้างอิง (Point of Reference) รวบรวมประกาศ มาตรฐานวิชาชีพ
และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเป็นกรอบอ้างอิงในการออกแบบ
ขั้นที่ 2 กำหนด PLOs จากความต้องการ วิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกเพื่อกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์ความรู้–ทักษะ–เจตคติ (K-A-S) แปลง PLOs เป็นองค์ประกอบความรู้ ทักษะ และเจตคติ
แล้วกำหนดสาระสำคัญรายชั้นปีและรายวิชา
ขั้นที่ 4 จัดหมวดวิชาตามเกณฑ์ จัดหมวดและจำนวนหน่วยกิตตามมาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานวิชาชีพ
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบโครงสร้าง ให้คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรตรวจสอบหน่วยกิตและรายวิชาให้สอดคล้องกับ
PLOs
ขั้นที่ 6 ออกแบบ CLOs/LLOs และสร้างความสอดคล้อง กำหนด CLOs และ LLOs ที่วัดได้
พร้อมกลยุทธ์การสอนและการวัดประเมินที่สอดคล้องกัน
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีเอกสารหลักฐานครบถ้วนและชัดเจนในทุกขั้นตอน
ตั้งแต่จุดอ้างอิงจนถึงการวัดผล
• PLOs มาจากความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ไม่ใช่จากรายวิชาที่มีอยู่เดิม
• มีคณะกรรมการสองระดับ (พัฒนาและบริหารหลักสูตร)
ทำงานเป็นวงจรตรวจสอบและปรับปรุง
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ได้หลักสูตรที่มีความสอดคล้องเชิงโครงสร้างอย่างสมบูรณ์
ตั้งแต่ผลลัพธ์การเรียนรู้ลงสู่การจัดการเรียนการสอนและการวัดประเมิน
และสามารถนำไปใช้ได้จริงครบทุกชั้นปี
บทเรียนสำคัญคือ
การออกแบบแบบย้อนกลับช่วยป้องกันปัญหาหลักสูตรที่ 'มีรายวิชาก่อนแล้วจึงหาเหตุผล'
และทำให้ทุกองค์ประกอบของหลักสูตรมีที่มาที่ไป
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• นำลำดับ ๖ ขั้นตอนของ Backward Curriculum Design
ไปใช้เป็นแม่แบบการพัฒนา/ปรับปรุงหลักสูตร
• จัดทำระบบเอกสารหลักฐานแบบครบวงจร (Point of Reference จนถึง
Assessment) ให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
• ต่อยอดด้วยการรับฟังข้อมูลจากศิษย์เก่าและผู้ใช้บัณฑิตเพื่อปรับปรุงหลักสูตรเชิงประจักษ์
แนวปฏิบัติที่ดี ๒.๔:
การจัดการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้
(Data-Driven Teaching and Learning)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๒ (Programme Structure) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๒.๔
การที่แต่ละรายวิชามีส่วนสนับสนุนการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจน |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละรายวิชามีส่วนสนับสนุนการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจน
หลักสูตรจึงพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven)
โดยใช้การติดตามความก้าวหน้าและการวิเคราะห์ช่องว่างเป็นฐานในการปรับปรุง
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• เชื่อมโยงทุกรายวิชาเข้ากับ PLOs ด้วยแผนผังหลักสูตร
(Curriculum Mapping)
• ติดตามความก้าวหน้าการบรรลุผลลัพธ์รายบุคคลด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์
• ปรับปรุงการกระจายความรับผิดชอบของรายวิชาให้ครอบคลุมทุกผลลัพธ์
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๕ ขั้นตอน
บนหลักความสอดคล้องเชิงโครงสร้างและความก้าวหน้าของการเรียนรู้ (I-R-M-P)
ขั้นที่ 1 จัดทำแผนผังหลักสูตร (Curriculum Mapping) เชื่อมโยงรายวิชาทั้งหมดกับ PLOs อย่างเป็นระบบ
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบความสอดคล้องทั้งแนวตั้งและแนวนอน ยืนยันว่ารายวิชาส่งต่อความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกผลลัพธ์
ขั้นที่ 3 ติดตามเส้นทางการบรรลุผลลัพธ์ (PLOs Journey) กำกับความก้าวหน้าการบรรลุผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
ขั้นที่ 4 ทบทวนความรับผิดชอบของรายวิชา (Course
Responsibility Review) ทบทวนว่าแต่ละรายวิชารับผิดชอบผลลัพธ์ใดและทำได้จริงเพียงใด
ขั้นที่ 5 ปรับปรุงและกระจายความรับผิดชอบใหม่ ปรับการกระจายความรับผิดชอบของรายวิชาให้ครอบคลุมทุก PLO
อย่างเหมาะสม
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีหลักฐานความสอดคล้อง (PLO–CLO–กิจกรรม–การวัดผล)
ที่ตรวจสอบได้
• มีการติดตามอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลและแผงข้อมูล (Dashboard)
• ใช้การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis)
นำการตัดสินใจเชิงประจักษ์
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
หลักสูตรสามารถยืนยันได้ว่าแต่ละรายวิชามีส่วนสนับสนุนการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างชัดเจน
และมีการปรับปรุงการกระจายความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูล
บทเรียนสำคัญคือ
การจัดการเรียนการสอนด้วยข้อมูลช่วยให้เห็นช่องว่างของผลลัพธ์ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา
และทำให้การปรับปรุงมีเป้าหมายที่ชัดเจน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ใช้ Curriculum Mapping และแนวคิดความก้าวหน้า I-R-M-P
เป็นมาตรฐานในการออกแบบการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร
• พัฒนาแผงข้อมูลติดตามการบรรลุผลลัพธ์ (PLOs Journey)
ตามขีดความสามารถของแต่ละสถาบัน
• ใช้ Gap Analysis เป็นเครื่องมือประจำในการทบทวนรายวิชา
แนวปฏิบัติที่ดี ๒.๖:
ระบบบริหารวิชาเลือกเสรีเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของผู้เรียน (Elective
Excellence)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๒ (Programme Structure) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๒.๖
การที่หลักสูตรมีรายวิชาเลือกที่ตอบสนองความสนใจและความต้องการของผู้เรียน |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
รายวิชาเลือกเสรีเป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและทักษะที่ถ่ายโอนได้ของผู้เรียน
แต่หากบริหารจัดการแบบตั้งรับ
วิชาเลือกอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน
แนวปฏิบัตินี้จึงพัฒนาระบบบริหารวิชาเลือกที่เน้นการสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนด้วยความต้องการ
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• จัดวิชาเลือกตามความต้องการของผู้เรียนและทิศทางของระบบสุขภาพ
• ประเมินคุณค่าการเรียนรู้ของวิชาเลือกในเชิงการนำไปใช้และทักษะที่ถ่ายโอนได้
• ใช้กลไกการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลการประเมินจริง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
บริหารด้วยองค์ประกอบหลัก ๕
ส่วน ภายใต้วงจร PDCA
ขั้นที่ 1 วางแผน (Plan) ทบทวนเกณฑ์คุณภาพ วิเคราะห์ความสอดคล้องกับ PLOs
และออกแบบขั้นตอนการเลือกวิชาแบบมีส่วนร่วม โดยจัดทำ 'แผนที่คุณค่ารายวิชาเลือก
(Elective Value Map)' เชื่อมแต่ละวิชากับเป้าหมายวิชาชีพ
ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Do) ให้ผู้เรียนเลือกวิชาจากแผนที่คุณค่าผ่านช่องทางที่สะดวก
แล้วบรรจุในแผนการศึกษา
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบ (Check) ประเมินด้วยเครื่องมือประเมินคุณค่าการเรียนรู้ (Elective
Learning Value Assessment) และประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามผล
ขั้นที่ 4 ปรับปรุง (Act) นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปพัฒนารายวิชาและกระบวนการจัดการเรียนการสอนในรอบถัดไป
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ออกแบบการประเมินวิชาเลือกในเชิงคุณค่า
(สอดคล้องวิชาชีพ–นำไปใช้ได้จริง–ทักษะที่ถ่ายโอนได้) ไม่ใช่เพียงวัดความพึงพอใจ
• ผู้บริหารและคณะกรรมการดูแลใกล้ชิด
• ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเลือกและสะท้อนคุณค่า
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
วิชาเลือกเสรีกลายเป็นเครื่องมือพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงกับเป้าหมายวิชาชีพ
ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่ถ่ายโอนได้และตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
บทเรียนสำคัญคือ
การประเมินวิชาเลือก 'ในเชิงคุณค่า' ให้สารสนเทศที่ลึกกว่าการวัดความพึงพอใจ
และช่วยให้การปรับปรุงวิชาเลือกมีทิศทาง
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำ Elective Value Map
ของหลักสูตรเองเพื่อเชื่อมวิชาเลือกกับเป้าหมายวิชาชีพ
• นำเกณฑ์ประเมินคุณค่า ๓ มิติ
(สอดคล้องวิชาชีพ–นำไปใช้ได้จริง–ทักษะที่ถ่ายโอนได้) ไปปรับใช้
• ใช้กลไก CQI
ปรับปรุงรายการวิชาเลือกตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลง
แนวปฏิบัติที่ดี ๒.๗:
การทบทวนหลักสูตรเชิงพลวัตเพื่อความทันสมัยและตอบโจทย์ระบบสุขภาพ (Dynamic
Curriculum Review)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๒ (Programme Structure) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๒.๗
การทบทวนหลักสูตรเป็นระยะเพื่อให้ทันสมัยและตรงกับความต้องการ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
หลักสูตรที่ดีต้องได้รับการทบทวนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันสมัยและตอบโจทย์ระบบสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
แนวปฏิบัตินี้จึงออกแบบ 'การทบทวนหลักสูตรเชิงพลวัต' ที่มีหลายระดับและหลายรอบเวลา
เพื่อให้การปรับปรุงเกิดขึ้นทั้งในระดับรายวิชาและระดับโครงสร้าง
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• วางระบบการทบทวนหลักสูตรที่ครอบคลุมหลายระดับและหลายรอบเวลา
• นำข้อมูลผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงหลักสูตรอย่างเป็นระบบ
• รักษาความทันสมัยของหลักสูตรให้สอดคล้องกับทิศทางระบบสุขภาพ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ใช้กรอบการทบทวน ๓ ระดับ
(รายปี / รอบกลาง / รอบใหญ่) ดำเนินตามขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นที่ 1 รวบรวมข้อมูล รวบรวมรายงานผลการดำเนินงานรายวิชา (Course Report)
และข้อมูลป้อนกลับจากผู้เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ความสอดคล้องของผลลัพธ์ระดับรายวิชากับ PLOs
และระบุประเด็นที่ต้องพัฒนา
ขั้นที่ 3 นำไปสู่การพัฒนา ปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการ เช่น
เพิ่มการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จำลอง การใช้กรณีศึกษาเชิงประจักษ์
และการพัฒนาทักษะที่จำเป็น
ขั้นที่ 4 นำไปใช้ นำการปรับปรุงไปใช้จริงในการจัดการเรียนการสอน
ขั้นที่ 5 ประเมินและสะท้อนผล ประเมินผลการปรับปรุงและสะท้อนกลับเข้าสู่รอบการทบทวนถัดไป
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีกรอบการทบทวนหลายระดับที่ชัดเจน (รายปี รอบกลาง รอบใหญ่)
• ใช้ข้อมูลผลการดำเนินงานจริงเป็นฐานการตัดสินใจ
• เชื่อมโยงการทบทวนเข้ากับเป้าหมายของระบบสุขภาพและมาตรฐานวิชาชีพ
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
หลักสูตรได้รับการทบทวนและปรับปรุงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ทำให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของระบบสุขภาพ
บทเรียนสำคัญคือ การกำหนด
'รอบเวลา' ของการทบทวนหลายระดับช่วยให้หลักสูตรปรับตัวได้ทั้งเรื่องเล็ก (รายวิชา)
และเรื่องใหญ่ (โครงสร้าง) โดยไม่ต้องรอครบรอบการปรับปรุงหลักสูตร
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• กำหนดปฏิทินการทบทวนหลักสูตร ๓ ระดับเป็นระบบประจำของหลักสูตร
• เชื่อมรายงานผลรายวิชาเข้ากับกลไกการทบทวนเพื่อให้มีข้อมูลนำการตัดสินใจ
• ต่อยอดด้วยการรวบรวมข้อมูลย้อนกลับจากผู้ใช้บัณฑิตและศิษย์เก่า
เกณฑ์ที่ ๓ แนวทางการจัดการเรียนการสอน (Teaching and Learning
Approach)
แนวปฏิบัติที่ดี ๓.๒:
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาในกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๓ (Teaching & Learning) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๓.๒
การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในกระบวนการเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การมีส่วนร่วมของผู้เรียนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้
แต่การมีส่วนร่วมจะมีความหมายต่อคุณภาพก็ต่อเมื่อถูกเชื่อมโยงกับการบรรลุ CLOs
อย่างเป็นระบบ
แนวปฏิบัตินี้จึงออกแบบกระบวนการที่ทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมและประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมกับการบรรลุผลลัพธ์
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างหลากหลาย
• เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมเข้ากับการบรรลุ CLOs
• ใช้ข้อมูลการมีส่วนร่วมเพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ดำเนินการเป็นสองวงจรคู่ขนานภายใต้
PDCA คือวงจรส่งเสริมการมีส่วนร่วม และวงจรประเมินผลสำเร็จที่เชื่อมกับ CLOs
ขั้นที่ 1 กำหนดโอกาสการมีส่วนร่วม (Plan) ออกแบบรูปแบบการมีส่วนร่วม เช่น การเลือกหัวข้อโครงงาน
รูปแบบการเรียนรู้ กิจกรรม และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล
ขั้นที่ 2 ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ (Do) อาจารย์เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมตามที่ออกแบบไว้
ขั้นที่ 3 เก็บข้อมูลการมีส่วนร่วม (Check) รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น แบบสำรวจ รายงานสะท้อนคิด
การประเมินตนเองและเพื่อน และแบบประเมินรายวิชา
ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ (Analyze) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง 'การมีส่วนร่วม' กับ 'การบรรลุ
CLOs'
ขั้นที่ 5 สะท้อนผลและปรับปรุง (Act) นำผลวิเคราะห์เข้าสู่การพิจารณาร่วมของคณะกรรมการ อาจารย์
และตัวแทนนักศึกษา เพื่อปรับปรุง
ขั้นที่ 6 พัฒนาแนวทางรอบถัดไป ออกแบบการมีส่วนร่วมรอบถัดไปโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• เกณฑ์การประเมินการมีส่วนร่วมมีความชัดเจน
• อาจารย์สนับสนุนและให้ข้อมูลย้อนกลับที่มีคุณภาพ
• บรรยากาศการเรียนรู้เอื้อต่อการมีส่วนร่วม
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
การมีส่วนร่วมของผู้เรียนถูกเชื่อมโยงกับการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
และข้อมูลการมีส่วนร่วมถูกนำมาใช้ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้
บทเรียนสำคัญคือ
การมีส่วนร่วมที่ 'วัดและเชื่อมโยงกับ CLOs ได้'
มีคุณค่าต่อการพัฒนาคุณภาพมากกว่าการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นลอย ๆ
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ออกแบบรายการการมีส่วนร่วมพร้อมเกณฑ์ประเมินที่เชื่อมกับ CLOs
• ใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลหลายแหล่ง
(แบบสำรวจ/สะท้อนคิด/ประเมินเพื่อน) อย่างเป็นระบบ
• นำผลวิเคราะห์เข้าสู่เวทีพิจารณาร่วมกับตัวแทนนักศึกษา
แนวปฏิบัติที่ดี ๓.๓:
ระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning Ecosystem)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๓ (Teaching & Learning) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๓.๓
การใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายและเหมาะสมเพื่อบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
(Active Learning) เป็นหัวใจของการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุผลลัพธ์ที่ซับซ้อน
แต่จะเกิดผลต่อเนื่องได้ต้องอาศัย 'ระบบนิเวศ' ที่เชื่อมการวางแผน การสอน
การประเมิน และการพัฒนาอาจารย์เข้าด้วยกัน
แนวปฏิบัตินี้จึงสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงรุกภายใต้วงจร PDCA
เพื่อการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• บูรณาการการเรียนรู้เชิงรุกในทุกรายวิชาอย่างสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้
• พัฒนาอาจารย์ให้เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) มืออาชีพ
• ใช้ข้อมูลติดตามการบรรลุผลลัพธ์เพื่อปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ดำเนินการตามวงจร PDCA
เพื่อการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (CQI)
ขั้นที่ 1 วางแผนเชิงกลยุทธ์ (Plan) กำหนดให้ทุกรายวิชาออกแบบกิจกรรมเชิงรุกที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้
ฝังการประเมินไว้ในรายวิชา
และปฐมนิเทศผู้เรียนให้เข้าใจแนวคิดการศึกษาเชิงผลลัพธ์ตั้งแต่ต้น
ขั้นที่ 2 ดำเนินการสอน (Do) ใช้วิธีการเรียนรู้เชิงรุกหลากหลายรูปแบบ เช่น
การเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษา การเรียนรู้เชิงประจักษ์ การสะท้อนคิด
การฝึกปฏิบัติทางคลินิก และการประชุมปรึกษาทางการพยาบาล
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบและประเมิน (Check) ติดตามการบรรลุผลลัพธ์ด้วยข้อมูลและแผงข้อมูล
ใช้การประเมินระหว่างเรียนและข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุง
ขั้นที่ 4 พัฒนาและสถาปนา (Act) จัดทำคู่มือการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเทียบเคียงกับสถาบันอื่น
และทำวิจัยในชั้นเรียนจากข้อมูลที่พบ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีการพัฒนาอาจารย์อย่างเป็นระบบให้เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้
• มีคู่มือ/กรอบวิธีการเรียนรู้เชิงรุกที่ใช้ร่วมกัน
• มีระบบติดตามการบรรลุผลลัพธ์ด้วยข้อมูลแบบทันเวลา
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้เชิงรุกที่ทำให้การจัดการเรียนการสอนหลากหลาย
สอดคล้องกับผลลัพธ์ และมีกลไกปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญคือ
การเรียนรู้เชิงรุกที่ยั่งยืนต้องมาคู่กับการพัฒนาอาจารย์และระบบติดตามด้วยข้อมูล
มิใช่เพียงการเปลี่ยนกิจกรรมในห้องเรียน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำคู่มือการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นแหล่งความรู้กลางของสถาบัน
• กำหนดเป้าหมายการพัฒนาอาจารย์ให้เป็น Facilitator
พร้อมแผนอบรมประจำ
• ใช้ข้อมูลแผงติดตามผลลัพธ์ทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
แนวปฏิบัติที่ดี ๓.๔:
การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยการปฏิบัติบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Learning
How to Learn / EBP)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๓ (Teaching & Learning) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๓.๔
การส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(Learning How to Learn) เป็นสมรรถนะสำคัญของบัณฑิตในศตวรรษนี้
แนวปฏิบัตินี้พัฒนาผู้เรียนผ่านทักษะการปฏิบัติบนหลักฐานเชิงประจักษ์
(Evidence-Based Practice)
ซึ่งเป็นทั้งวิธีคิดและกระบวนการที่ผู้เรียนนำไปใช้เรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• พัฒนาทักษะการสืบค้น วิเคราะห์ ประเมิน
และนำหลักฐานไปใช้อย่างเป็นระบบ
• ออกแบบเส้นทางพัฒนาทักษะรายชั้นปีอย่างต่อเนื่อง
• วัดและติดตามพัฒนาการของทักษะด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
จัดการเรียนรู้ตามวงจรการเรียนรู้บนหลักฐานเชิงประจักษ์
๕ ขั้น และวางเส้นทางพัฒนาทักษะรายชั้นปี
ขั้นที่ 1 ตั้งคำถาม (Ask) ฝึกผู้เรียนตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์จากสถานการณ์จริง
ขั้นที่ 2 สืบค้นหลักฐาน (Acquire) ฝึกการสืบค้นหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างมีระบบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ขั้นที่ 3 ประเมินหลักฐาน (Appraise) ฝึกประเมินความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของหลักฐาน
ขั้นที่ 4 นำไปใช้ (Apply) ฝึกตัดสินใจและนำหลักฐานไปใช้ในการปฏิบัติ
ขั้นที่ 5 ประเมินผล (Evaluate) ฝึกตรวจสอบ วัดผล และประเมินประสิทธิผลของการนำหลักฐานไปใช้
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ออกแบบเส้นทางพัฒนาทักษะรายชั้นปี (ปี ๑ ตั้งคำถาม → ปี ๔ ปฏิบัติจริง)
อย่างต่อเนื่อง
• ใช้เครื่องมือประเมินที่ได้มาตรฐาน เช่น เกณฑ์การให้คะแนน
(Rubric) ควบคู่กับแฟ้มสะสมงาน
• บูรณาการทักษะเข้ากับสถานการณ์/กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ลงมือทำจริง
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียนพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์
การใช้หลักฐานในการตัดสินใจ และการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นรากฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
บทเรียนสำคัญคือ
ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องถูกออกแบบเป็น 'เส้นทางพัฒนา'
ที่ไต่ระดับชัดเจนตามชั้นปี และวัดด้วยเครื่องมือมาตรฐานควบคู่แฟ้มสะสมงาน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• นำวงจรการเรียนรู้บนหลักฐาน ๕ ขั้นไปออกแบบกิจกรรมในรายวิชาต่าง
ๆ
• จัดทำเส้นทางพัฒนาทักษะรายชั้นปีพร้อมเกณฑ์การให้คะแนนมาตรฐาน
• ใช้แฟ้มสะสมงานติดตามพัฒนาการรายบุคคลตลอดหลักสูตร
แนวปฏิบัติที่ดี ๓.๕:
การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และแนวคิดผู้ประกอบการของผู้เรียน
(Creativity, Innovation and Entrepreneurial Mindset)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๓ (Teaching & Learning) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๓.๕
การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในกระบวนการเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ระบบสุขภาพยุคใหม่ต้องการบัณฑิตที่มีความคิดสร้างสรรค์
สร้างนวัตกรรม และมีแนวคิดผู้ประกอบการ
แนวปฏิบัตินี้จึงออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ที่บ่มเพาะความคิดใหม่ ความคิดสร้างสรรค์
นวัตกรรม และแนวคิดผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบตลอดหลักสูตร
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์และแนวคิดผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องตลอด
๔ ปี
• ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างผลงานนวัตกรรม/สร้างสรรค์
• จัดการความรู้และเผยแพร่ผลงานเพื่อต่อยอด
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ดำเนินการตามเส้นทางการเรียนรู้รายชั้นปี
(จุดประกาย → หล่อหลอม → สร้างสรรค์ → ประยุกต์ใช้) ภายใต้วงจร
PDCA
ขั้นที่ 1 วางแผน (Plan) ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้รายชั้นปีตามแนวการศึกษาเชิงผลลัพธ์
กำหนดผลลัพธ์ที่ชัดเจน และตั้งเป้าหมายทั้งในและนอกหลักสูตร
ขั้นที่ 2 ขับเคลื่อนและแบ่งปัน (Do) จัดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เช่น การเรียนรู้เชิงรุก
การเรียนรู้โดยใช้โครงงาน และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ
พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ผ่านช่องทางดิจิทัล
ขั้นที่ 3 ประเมินผลสู่ความสำเร็จ (Check) ประเมินด้วยเกณฑ์การให้คะแนน บันทึกการสะท้อนคิด แฟ้มสะสมงาน
และคลังองค์ความรู้
ขั้นที่ 4 ปรับปรุงและขยายผล (Act) ยกระดับหลักสูตรและกิจกรรม พัฒนาแฟ้มสะสมผลงานดิจิทัล
และต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อเผยแพร่
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ความร่วมมือและการสนับสนุนจากผู้บริหาร
• มีอาจารย์ต้นแบบและการบูรณาการในหลักสูตร
• มีช่องทางจัดการความรู้และเผยแพร่ผลงานอย่างเป็นระบบ
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียนพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และแนวคิดผู้ประกอบการ
และสร้างผลงานนวัตกรรม/สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ความท้าทายทางสุขภาพ
บทเรียนสำคัญคือ
การบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ต้องเป็น 'เส้นทาง' ที่ต่อเนื่องตลอดหลักสูตร
และต้องมีระบบจัดการความรู้เพื่อให้ผลงานถูกต่อยอดไม่สูญหาย
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ออกแบบเส้นทางการเรียนรู้รายชั้นปีด้านความคิดสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ
• ใช้การเรียนรู้โดยใช้โครงงานและกระบวนการคิดเชิงออกแบบเป็นแกนกลาง
• สร้างคลังองค์ความรู้/แฟ้มสะสมงานดิจิทัลเพื่อเผยแพร่และต่อยอดผลงาน
แนวปฏิบัติที่ดี ๔.๑:
การออกแบบการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับรายวิชา (CLOs)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๔ (Student Assessment) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๔.๑
การใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายและสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การวัดและประเมินผลที่ดีต้องสะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้จริง
แนวปฏิบัตินี้จึงออกแบบการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับ CLOs ตามหลัก
Constructive Alignment คือ 'วัดให้ตรง วัดให้ครบ และเครื่องมือสะท้อน CLO จริง'
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ออกแบบการประเมินที่สอดคล้องกับระดับพฤติกรรมของ CLOs แต่ละข้อ
• ใช้วิธีการประเมินที่หลากหลายและเหมาะสมกับธรรมชาติของผลลัพธ์
• สื่อสารแผนและเกณฑ์การประเมินให้ผู้เรียนทราบล่วงหน้า
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๕ ขั้นตอน
ตั้งแต่การวิเคราะห์ผลลัพธ์จนถึงการสื่อสารแผนประเมิน
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ CLOs และวัตถุประสงค์รายวิชา ระบุความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ต้องวัด และเชื่อมโยง CLOs สู่
PLOs ก่อนเลือกวิธีประเมิน
ขั้นที่ 2 เลือกวิธีประเมินที่หลากหลาย จับคู่วิธีประเมินให้ตรงกับระดับพฤติกรรมของแต่ละ CLO เช่น
การสอบ การปฏิบัติ และชิ้นงาน
ขั้นที่ 3 ออกแบบเครื่องมือและสัดส่วนคะแนน กำหนดสัดส่วนคะแนนของแต่ละ CLO ให้ครบ และจัดทำเกณฑ์การให้คะแนน
(Rubric/Marking Scheme)
ขั้นที่ 4 ตรวจสอบความสอดคล้อง วิพากษ์ข้อสอบและตรวจความสอดคล้องของเครื่องมือกับ CLO (เช่น
ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC) ให้ครบทุก CLO
ขั้นที่ 5 สื่อสารแผนประเมินสู่ผู้เรียน แจ้งวิธี เกณฑ์
และช่วงเวลาประเมินล่วงหน้าผ่านรายละเอียดของรายวิชา
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• มีตารางเชื่อมโยงเครื่องมือประเมินกับ CLOs (Assessment
Mapping)
• มีเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ที่ชัดเจนสำหรับแต่ละ CLO
• มีการวิพากษ์ข้อสอบและตรวจค่าความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญ
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
การวัดและประเมินผลของทุกรายวิชาสะท้อนผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้จริง
ครบถ้วน และตรวจสอบความสอดคล้องได้
บทเรียนสำคัญคือ
ความสอดคล้องระหว่างเครื่องมือประเมินกับ CLO ต้องถูกตรวจสอบเชิงประจักษ์ (เช่น
IOC และการวิพากษ์) ไม่ใช่อาศัยความเห็นของผู้ออกข้อสอบเพียงคนเดียว
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ใช้ตาราง Assessment Mapping (CLO–เครื่องมือ–สัดส่วนคะแนน)
เป็นมาตรฐานของทุกรายวิชา
• จัดทำคลังเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ที่ใช้ร่วมกัน
• กำหนดให้มีการวิพากษ์ข้อสอบและตรวจ IOC เป็นขั้นตอนปกติ
แนวปฏิบัติที่ดี ๔.๒:
ระบบสื่อสารนโยบายการประเมินและกระบวนการอุทธรณ์ที่โปร่งใสด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
(Assessment Policy Digital Hub)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๔ (Student Assessment) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๔.๒ การมีนโยบายและกระบวนการประเมินที่ชัดเจน โปร่งใส
และเป็นที่รับรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
นโยบายการประเมินและกระบวนการอุทธรณ์ผลต้องโปร่งใส
เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และผู้เรียนเข้าถึงได้ง่าย
แนวปฏิบัตินี้ใช้นวัตกรรมการจัดการความรู้เปลี่ยนจากระบบเอกสาร (Manual)
สู่ศูนย์ข้อมูลดิจิทัล (Digital Hub) ที่เป็นแหล่งข้อมูลเดียว
เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงนโยบายการประเมินและกระบวนการอุทธรณ์ได้ง่าย
• สร้างกระบวนการอุทธรณ์ที่โปร่งใส มีกรอบเวลาชัดเจน
และตรวจสอบได้
• ใช้ข้อมูลติดตามเพื่อการบริหารและการพัฒนาคุณภาพ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
จัดทำศูนย์ข้อมูลดิจิทัล
(Digital Hub) เป็นแหล่งข้อมูลเดียว และกำหนดกระบวนการอุทธรณ์ที่มีกรอบเวลาชัดเจน
ขั้นที่ 1 รวมศูนย์ข้อมูลเป็นแหล่งเดียว รวมนโยบาย กระบวนการ แบบฟอร์ม
และการติดตามไว้ในศูนย์ข้อมูลดิจิทัลที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา
ขั้นที่ 2 สื่อสารหลายช่องทาง สื่อสารนโยบายผ่านหลายช่องทาง เช่น การปฐมนิเทศ คู่มือนักศึกษา
ระบบห้องเรียนออนไลน์ และอาจารย์ที่ปรึกษา
ขั้นที่ 3 กำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ที่มีกรอบเวลา ออกแบบกระบวนการอุทธรณ์เป็นขั้นตอนชัดเจน ตั้งแต่การยื่นคำร้อง
การตรวจสอบ การแต่งตั้งคณะกรรมการ การพิจารณา จนถึงการแจ้งผล
โดยกำหนดกรอบเวลาบริการ (SLA) ในแต่ละขั้น
ขั้นที่ 4 บันทึกและตรวจสอบย้อนกลับ บันทึกทุกขั้นตอนในระบบเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้และรักษาความลับของผู้เรียน
ขั้นที่ 5 ติดตามและปรับปรุงด้วยข้อมูล ใช้แผงข้อมูลติดตามสถานะและนำข้อมูลไปปรับปรุงระบบตามวงจร PDCA
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ใช้มาตรฐานเดียว เกณฑ์เดียวกับผู้เรียนทุกคน (Consistency)
• กำหนดกรอบเวลาบริการ (SLA) ทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน
• บันทึกทุกขั้นตอนเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียนเข้าถึงนโยบายและกระบวนการอุทธรณ์ได้สะดวก
กระบวนการมีความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบย้อนกลับได้ ภายใต้หลักการ
'นโยบายเดียว แพลตฟอร์มเดียว มาตรฐานเดียว'
บทเรียนสำคัญคือ
การเปลี่ยนเอกสารเป็นศูนย์ข้อมูลดิจิทัลที่มีแหล่งข้อมูลเดียวช่วยลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มความเป็นธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำศูนย์ข้อมูลดิจิทัลรวมนโยบาย/แบบฟอร์ม/การติดตามไว้ที่เดียว
• กำหนดกระบวนการอุทธรณ์ที่มีขั้นตอนและกรอบเวลาบริการ (SLA)
ชัดเจน
• ใช้แผงข้อมูลติดตามเพื่อการบริหารและพัฒนาคุณภาพ
แนวปฏิบัติที่ดี ๔.๓:
การกำหนดเกณฑ์ความก้าวหน้าและการสำเร็จการศึกษาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้เรียน
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๔ (Student Assessment) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๔.๓
การมีเกณฑ์มาตรฐานความก้าวหน้าและการสำเร็จการศึกษาที่ชัดเจน |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ผู้เรียนควรมีเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนและได้รับการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง
แนวปฏิบัตินี้กำหนดเกณฑ์ความก้าวหน้าและการสำเร็จการศึกษาที่ชัดเจน
พร้อมระบบคัดกรองและช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มเสี่ยง
เพื่อให้ทุกก้าวของผู้เรียนมีเป้าหมาย มีการติดตาม และนำไปสู่ความสำเร็จ
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• กำหนดเกณฑ์ความก้าวหน้าและการสำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานวิชาชีพและหลักสูตร
• สื่อสารเกณฑ์ให้ผู้เรียนทราบตั้งแต่แรกเข้า
• ติดตามและช่วยเหลือผู้เรียนให้สำเร็จการศึกษาตามแผน
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๕ ขั้นตอน
เน้นการติดตามและช่วยเหลือรายบุคคล
ขั้นที่ 1 กำหนดเกณฑ์ตามข้อบังคับ อ้างอิงข้อบังคับวิชาชีพและเกณฑ์หลักสูตรในการกำหนดเกณฑ์เลื่อนชั้นและสำเร็จการศึกษา
ขั้นที่ 2 สื่อสารเกณฑ์ตั้งแต่แรกเข้า แจ้งเงื่อนไขความก้าวหน้าและการสำเร็จการศึกษาในการปฐมนิเทศและคู่มือนักศึกษา
ขั้นที่ 3 ติดตามความก้าวหน้ารายบุคคลทุกภาค ตรวจสอบผลการเรียนและความก้าวหน้าของผู้เรียนทุกคนทุกภาคการศึกษา
ขั้นที่ 4 ช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มเสี่ยง คัดกรองผู้เรียนที่เสี่ยงไม่ผ่านเกณฑ์
และจัดระบบอาจารย์ที่ปรึกษา/สอนเสริม
ขั้นที่ 5 กำกับการสำเร็จการศึกษาตามแผน รายงานและกำกับให้ผู้เรียนสำเร็จการศึกษาตามระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนด
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• เกณฑ์ความก้าวหน้าชัดเจนและสื่อสารตั้งแต่แรกเข้า
• มีระบบคัดกรองผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงเชิงรุก
• มีระบบอาจารย์ที่ปรึกษาและการสอนเสริมที่เข้มแข็ง
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียนมีเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน
ได้รับการติดตามและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และสำเร็จการศึกษาตามแผน
บทเรียนสำคัญคือ
การกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนต้องมาคู่กับ 'ระบบคัดกรองและช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง'
จึงจะทำให้เกณฑ์นำไปสู่ความสำเร็จของผู้เรียนจริง
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำเกณฑ์ความก้าวหน้า/สำเร็จการศึกษาและสื่อสารในคู่มือและการปฐมนิเทศ
• วางระบบคัดกรองผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงทุกภาคการศึกษา
• เชื่อมระบบอาจารย์ที่ปรึกษาและการสอนเสริมเข้ากับผลการติดตาม
แนวปฏิบัติที่ดี ๔.๕:
การกำหนดเกณฑ์การบรรลุผลลัพธ์รายชั้นปีแบบหลายระดับและระบบเตือนล่วงหน้า
(Milestone และ Threshold-Target-Excellence)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๔ (Student Assessment) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๔.๕
การกำหนดมาตรฐานการประเมินที่สะท้อนการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
เพื่อให้การประเมินสะท้อนการบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวปฏิบัตินี้กำหนดเกณฑ์การบรรลุ PLO เป็นหมุดหมาย (Milestone) รายชั้นปี
พร้อมเกณฑ์หลายระดับและระบบเตือนล่วงหน้า
เพื่อให้เห็นพัฒนาการและช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันเวลา
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• กำหนดเกณฑ์การบรรลุผลลัพธ์รายชั้นปีที่ชัดเจนและไต่ระดับ
• ประเมินทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อยืนยันการบรรลุผลลัพธ์
• เตือนล่วงหน้าและช่วยเหลือผู้เรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กำหนดเกณฑ์การบรรลุผลลัพธ์รายชั้นปี
(YLOs) แบบหลายระดับ และเชื่อมโยงสู่ระดับหลักสูตร
ขั้นที่ 1 กำหนดหมุดหมายรายชั้นปี (Milestone) กำหนดเกณฑ์การบรรลุผลลัพธ์รายชั้นปีโดยไต่ระดับตามพัฒนาการ
(แนะนำ → เสริมย้ำ → เชี่ยวชาญ)
ขั้นที่ 2 กำหนดเกณฑ์หลายระดับ กำหนดเกณฑ์เป็นสามระดับ คือ ขั้นต่ำ (Threshold) เป้าหมาย
(Target) และระดับท้าทาย (Excellence)
ขั้นที่ 3 ประเมินทั้งทางตรงและทางอ้อม ระบุการประเมินทางตรงและทางอ้อมของแต่ละผลลัพธ์พร้อมเกณฑ์การบรรลุ
ขั้นที่ 4 ติดตามด้วยระบบเตือนล่วงหน้า ใช้ระบบเตือนล่วงหน้า (Early Warning)
และแผงข้อมูลรายกลุ่มเพื่อเฝ้าระวังผู้เรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์
ขั้นที่ 5 ช่วยเหลือและทบทวน ให้ความช่วยเหลือผู้เรียนกลุ่มเสี่ยงและทบทวนเกณฑ์ในวงรอบถัดไป
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• เกณฑ์ความสำเร็จชัดเจนและไต่ระดับ
(Threshold–Target–Excellence)
• ประเมินทั้งทางตรงและทางอ้อมควบคู่กัน
• มีระบบเตือนล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้เรียนทันเวลา
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
หลักสูตรมีมาตรฐานการประเมินที่สะท้อนการบรรลุผลลัพธ์รายชั้นปีอย่างเป็นระบบ
เห็นพัฒนาการ และช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันเวลา
บทเรียนสำคัญคือ
การกำหนดเกณฑ์หลายระดับช่วยให้เห็นทั้งผู้เรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและผู้เรียนที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ก้าวไกลกว่ามาตรฐาน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำเกณฑ์การบรรลุผลลัพธ์รายชั้นปี (YLOs) แบบหลายระดับ
• ออกแบบระบบเตือนล่วงหน้าและแผงข้อมูลรายกลุ่มตามขีดความสามารถของสถาบัน
• เชื่อมเกณฑ์เข้ากับการประเมินทางตรงและทางอ้อม
แนวปฏิบัติที่ดี ๔.๖:
การให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียนอย่างเป็นระบบเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Feedback)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๔ (Student Assessment) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๔.๖
การให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียนอย่างทันเวลาและเป็นประโยชน์ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)
ที่ดีเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แนวปฏิบัตินี้จึงออกแบบการให้ข้อมูลป้อนกลับที่เป็นระบบ ทันเวลา และสร้างสรรค์
เพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้พัฒนาตนเองได้จริง
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ให้ข้อมูลป้อนกลับที่ทันเวลา เข้าใจง่าย และสร้างสรรค์
• ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำข้อมูลป้อนกลับไปวางแผนพัฒนาตนเอง
• ทบทวนประสิทธิผลของระบบข้อมูลป้อนกลับเป็นวงรอบ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๕ ขั้นตอน
เน้นความทันเวลาและการนำไปใช้จริงของผู้เรียน
ขั้นที่ 1 กำหนดรูปแบบและช่วงเวลาการให้ข้อมูลป้อนกลับ ระบุวิธีและจังหวะการให้ข้อมูลป้อนกลับในแผนการสอนของแต่ละรายวิชา
ขั้นที่ 2 ให้ข้อมูลป้อนกลับทันเวลาหลังการประเมิน สื่อสารผลและข้อเสนอแนะอย่างรวดเร็ว ภาษาเข้าใจง่าย
ชี้จุดเด่นและจุดที่ควรพัฒนา
ขั้นที่ 3 ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำไปวางแผนพัฒนาตน ให้ผู้เรียนตั้งเป้าหมาย วางแผนการเรียน/ฝึกฝน
และขอคำแนะนำเพิ่มเติม
ขั้นที่ 4 ติดตามพัฒนาการหลังได้รับข้อมูลป้อนกลับ สังเกตและบันทึกพัฒนาการเพื่อยืนยันประสิทธิผลของข้อมูลป้อนกลับ
ขั้นที่ 5 ทบทวนประสิทธิผลของระบบ สำรวจความคิดเห็นผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูล
และปรับแนวทางให้เหมาะสมเป็นวงรอบ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และสร้างสรรค์
• เน้นจุดแข็งและแนวทางพัฒนา ไม่ใช่เพียงการชี้ข้อผิดพลาด
• มีกลไกให้ผู้เรียนนำข้อมูลป้อนกลับไปใช้และติดตามผล
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียนได้รับข้อมูลป้อนกลับที่นำไปพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้
และเกิดการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญคือ
ข้อมูลป้อนกลับมีคุณค่าก็ต่อเมื่อ 'ทันเวลา ผู้เรียนเข้าใจ และนำไปใช้ได้จริง'
พร้อมการติดตามพัฒนาการ
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ระบุรูปแบบและช่วงเวลาการให้ข้อมูลป้อนกลับในแผนการสอนทุกรายวิชา
• กำหนดแนวทางให้ข้อมูลป้อนกลับที่เน้นจุดแข็งและแนวทางพัฒนา
• ทบทวนประสิทธิผลของระบบข้อมูลป้อนกลับเป็นวงรอบ
แนวปฏิบัติที่ดี ๕.๒:
การบริหารและกำกับติดตามภาระงานอาจารย์เพื่อพัฒนาคุณภาพ (Staff Workload
Management)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๕ (Academic Staff) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๕.๒
การมีระบบวัดและกำกับติดตามภาระงานของอาจารย์อย่างเหมาะสม |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ภาระงานของอาจารย์ที่สมดุลและเหมาะสมเป็นรากฐานของคุณภาพการเรียนการสอน
การวิจัย และการบริการวิชาการ แนวปฏิบัตินี้จึงวางระบบวัด วิเคราะห์ กำกับติดตาม
และใช้ข้อมูลภาระงานเพื่อพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นระบบ
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• วางระบบวัดและกำกับติดตามภาระงานอาจารย์ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
• วิเคราะห์ความสมดุลของภาระงานเพื่อหาจุดที่ต้องช่วยเหลือ
• นำข้อมูลภาระงานไปพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน วิจัย
และบริการวิชาการ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน
ครอบคลุมการวางระบบจนถึงการนำผลไปพัฒนาคุณภาพ
ขั้นที่ 1 วางระบบและเกณฑ์ กำหนดแนวทาง คู่มือ และบทบาทผู้รับผิดชอบที่ครอบคลุมทุกพันธกิจ
ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ขั้นที่ 2 มอบหมายงานอย่างเหมาะสม จัดสรรภาระงานตามบทบาท ความเชี่ยวชาญ และบริบทของแต่ละคน
อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ขั้นที่ 3 เก็บรวบรวมข้อมูลภาระงาน รวบรวมข้อมูลภาระงานทุกพันธกิจด้วยรูปแบบเดียวกันทั้งองค์กร
ขั้นที่ 4 วิเคราะห์และสะท้อนภาพรวม วิเคราะห์ทั้งระดับรายบุคคล รายกลุ่มงาน และภาพรวม
เพื่อมองความสมดุล ภาระงานเกิน/ต่ำ และจุดคอขวด
ขั้นที่ 5 กำกับติดตามและให้การช่วยเหลือ ติดตามผลเป็นรอบ ให้คำปรึกษา ปรับเกลี่ยงาน
และเสริมทรัพยากรเมื่อพบปัญหา
ขั้นที่ 6 นำผลไปใช้ปรับปรุงคุณภาพ ใช้ผลการวิเคราะห์วางแผนพัฒนาการเรียนการสอน วิจัย
บริการวิชาการ และพัฒนาบุคลากร
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ใช้ข้อมูลจริงประกอบการตัดสินใจ ไม่เน้นความรู้สึก
• มองภาระงานครอบคลุมทุกพันธกิจ ไม่เน้นเฉพาะงานสอน
• เชื่อมผลการวิเคราะห์กับการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ภาระงานของอาจารย์มีความสมดุลและเป็นธรรมมากขึ้น
และข้อมูลภาระงานถูกนำไปใช้พัฒนาคุณภาพทุกพันธกิจอย่างเป็นระบบ
บทเรียนสำคัญคือ
การบริหารภาระงานด้วยข้อมูลที่ครอบคลุมทุกพันธกิจช่วยให้เห็นความไม่สมดุลและจุดคอขวดก่อนที่จะกระทบคุณภาพงาน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำคู่มือและเกณฑ์ภาระงานมาตรฐานเดียวครอบคลุมทุกพันธกิจ
• เก็บข้อมูลภาระงานด้วยรูปแบบเดียวกันเพื่อวิเคราะห์ความสมดุล
• เชื่อมผลการวิเคราะห์ภาระงานกับการวางแผนพัฒนาคุณภาพ
แนวปฏิบัติที่ดี ๕.๓:
การกำหนด ประเมิน และสื่อสารสมรรถนะอาจารย์อย่างเป็นระบบ (Staff Competency
Management)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๕ (Academic Staff) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๕.๓ การกำหนดและประเมินสมรรถนะของอาจารย์อย่างชัดเจน |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
สมรรถนะของอาจารย์เป็นปัจจัยชี้ขาดคุณภาพการศึกษา
แนวปฏิบัตินี้จึงกำหนดกรอบสมรรถนะอาจารย์อย่างชัดเจน
ประเมินอย่างเป็นระบบจากหลายแหล่งข้อมูล
และสื่อสารผลอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาอาจารย์และยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• กำหนดกรอบสมรรถนะอาจารย์ที่เชื่อมโยงกับพันธกิจและบทบาท
• ประเมินสมรรถนะจากหลายมุมมองและหลักฐานเชิงประจักษ์
• สื่อสารผลและวางแผนพัฒนารายบุคคลและรายกลุ่ม
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน บนหลัก
'เริ่มจากพันธกิจไม่ใช่ความรู้สึก'
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์บทบาทและความคาดหวัง วิเคราะห์จากพันธกิจ ผลลัพธ์การเรียนรู้
และงานวิจัย/บริการวิชาการ เพื่อระบุกรอบสมรรถนะที่จำเป็น
ขั้นที่ 2 กำหนดกรอบสมรรถนะอาจารย์ จัดทำกรอบสมรรถนะให้ครอบคลุมการสอน วิจัย บริการวิชาการ
การพัฒนานักศึกษา การบริหารจัดการ จริยธรรมวิชาชีพ ดิจิทัล และการสื่อสาร
ขั้นที่ 3 รวบรวมข้อมูลและประเมินสมรรถนะ ประเมินจากหลายแหล่ง เช่น คุณวุฒิ ประสบการณ์ ผลการปฏิบัติงาน
ผลสะท้อนกลับ และหลักฐานเชิงประจักษ์
ขั้นที่ 4 สื่อสารผลอย่างสร้างสรรค์ แจ้งผลรายบุคคลอย่างชัดเจน โปร่งใส
และสะท้อนทั้งจุดเด่นและจุดที่ควรพัฒนา
ขั้นที่ 5 วางแผนพัฒนารายบุคคลและรายกลุ่ม นำผลไปจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) และแผนพัฒนาระดับหลักสูตร
เช่น การอบรม ระบบพี่เลี้ยง และชุมชนแห่งการเรียนรู้
ขั้นที่ 6 ติดตาม ทบทวน และปรับปรุงต่อเนื่อง ติดตามความก้าวหน้าและทบทวนกรอบสมรรถนะให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• เริ่มจากพันธกิจและผลลัพธ์การเรียนรู้ ไม่ใช่ความรู้สึก
• ประเมินจากหลายมุมมองเพื่อให้ข้อมูลรอบด้าน
• สื่อสารผลแบบกัลยาณมิตรและเชื่อมกับแผนพัฒนารายบุคคล (IDP)
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
อาจารย์เข้าใจความคาดหวังและทิศทางการพัฒนาตนเอง
หลักสูตรมองเห็นจุดแข็งและช่องว่างสมรรถนะอย่างเป็นระบบ
และเกิดการพัฒนาอาจารย์อย่างต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญคือ
การประเมินสมรรถนะที่ดีต้องเริ่มจากกรอบที่ชัดเจนซึ่งมาจากพันธกิจ
และต้องสื่อสารผลอย่างสร้างสรรค์เพื่อนำสู่การพัฒนา ไม่ใช่การตัดสิน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำกรอบสมรรถนะอาจารย์ (Competency Framework/Rubric)
ที่เชื่อมพันธกิจ
• ใช้การประเมินหลายมุมมองและหลักฐานเชิงประจักษ์
• เชื่อมผลประเมินกับแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) และโอกาสพัฒนา
แนวปฏิบัติที่ดี ๕.๔:
การมอบหมายหน้าที่อาจารย์ให้เหมาะสมกับคุณวุฒิ ประสบการณ์ และความถนัด (Right
Person, Right Job)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๕ (Academic Staff) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๕.๔ การมอบหมายงานให้อาจารย์อย่างเหมาะสมกับความสามารถ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การมอบหมายงานให้ 'ตรงคน
ตรงงาน ตรงใจ'
ช่วยพัฒนาศักยภาพอาจารย์และขับเคลื่อนพันธกิจขององค์กรอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
แนวปฏิบัตินี้จึงวางระบบการมอบหมายหน้าที่ที่ยึดคุณวุฒิ ประสบการณ์
และความถนัดรายบุคคล อย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• มอบหมายงานให้สอดคล้องกับคุณวุฒิ ประสบการณ์
และความถนัดของอาจารย์
• ดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
• เชื่อมการมอบหมายงานกับแผนปฏิบัติงานและการพัฒนารายบุคคล
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน
เน้นการจับคู่ความสามารถกับภาระงานและการมีส่วนร่วม
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ความต้องการของหลักสูตร ทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผน และวิเคราะห์งานในทุกพันธกิจ
เพื่อกำหนดคุณสมบัติที่จำเป็นของแต่ละงาน
ขั้นที่ 2 จัดทำข้อมูลอาจารย์รายบุคคล รวบรวมคุณวุฒิ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ผลงาน และความถนัด
จัดทำเป็นแฟ้มประวัติความเชี่ยวชาญ (Talent Profile)
ขั้นที่ 3 จับคู่ความสามารถกับภาระงาน เทียบลักษณะงานกับสมรรถนะของอาจารย์ (Matching)
โดยคณะกรรมการพิจารณา
ขั้นที่ 4 ประชาพิจารณ์และสื่อสาร นำเสนอร่างการมอบหมายงาน รับฟังความคิดเห็น ปรับปรุง
และสื่อสารอย่างชัดเจน โปร่งใส
ขั้นที่ 5 มอบหมายงานและจัดทำแผนปฏิบัติงานรายบุคคล ออกคำสั่งอย่างเป็นทางการ จัดทำแผนปฏิบัติงาน (PA)
เชื่อมโยงเป้าหมายและตัวชี้วัด
ขั้นที่ 6 กำกับติดตาม ประเมินผล และปรับปรุง ติดตามผลตามรอบ ให้คำปรึกษา
และทบทวน/ปรับปรุงการมอบหมายงานอย่างน้อยปีละครั้ง
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ผู้นำเห็นความสำคัญและเป็นแบบอย่าง
• มีข้อมูลอาจารย์ที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัย
• ดำเนินการด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และมีส่วนร่วม
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
อาจารย์ทำงานตรงกับความรู้
ความสามารถ และความถนัด เกิดความพึงพอใจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
และผลงานทุกพันธกิจมีคุณภาพต่อเนื่อง
บทเรียนสำคัญคือ
การมอบหมายงานแบบ 'ต่อยอด' ความเชี่ยวชาญช่วยพัฒนาทั้งอาจารย์และองค์กร
และการมีส่วนร่วมในการมอบหมายงานช่วยลดความรู้สึกไม่เป็นธรรม
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำแฟ้มประวัติความเชี่ยวชาญ (Talent Profile)
ของอาจารย์ทุกคน
• ใช้กระบวนการจับคู่ความสามารถกับภาระงาน (Matching)
โดยคณะกรรมการ
• เชื่อมการมอบหมายงานกับแผนปฏิบัติงาน (PA) และการพัฒนารายบุคคล
แนวปฏิบัติที่ดี ๕.๗:
การพัฒนาอาจารย์จากความต้องการที่วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (Needs-Based Staff
Development)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๕ (Academic Staff) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๕.๗
การระบุความต้องการในการฝึกอบรมและพัฒนาอาจารย์อย่างเป็นระบบ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การพัฒนาอาจารย์จะเกิดผลก็ต่อเมื่อมาจากการวิเคราะห์ความต้องการอย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่การจัดอบรมตามกระแส แนวปฏิบัตินี้จึงระบุความต้องการพัฒนาจากช่องว่างสมรรถนะ
ความต้องการขององค์กร และความต้องการรายบุคคล แล้วจัดกิจกรรมพัฒนาที่ตอบโจทย์
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ระบุความต้องการพัฒนาอาจารย์จากการวิเคราะห์ช่องว่างสมรรถนะอย่างเป็นระบบ
• จัดกิจกรรมพัฒนาที่ตรงจุดและนำไปใช้ได้จริง
• ติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ ไม่จบแค่การเข้าร่วม
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน
'เริ่มจากข้อมูลจริง ไม่ใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำ'
ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ทิศทางและข้อมูลพื้นฐาน ทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ แผน เป้าหมายหลักสูตร และบทบาทอาจารย์
เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนา
ขั้นที่ 2 ระบุความต้องการพัฒนา วิเคราะห์ช่องว่างสมรรถนะ ความต้องการขององค์กร
และความต้องการรายบุคคล (IDP)
ขั้นที่ 3 จัดทำแผนพัฒนาอาจารย์ ออกแบบแผนที่ครอบคลุมการสอน วิจัย นวัตกรรม บริการวิชาการ
และการเติบโตทางวิชาชีพ
ขั้นที่ 4 ดำเนินกิจกรรมพัฒนาอย่างเหมาะสม จัดอบรม ประชุมเชิงปฏิบัติการ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
ชุมชนการเรียนรู้ และสนับสนุนการศึกษาต่อ/ตำแหน่งทางวิชาการ
ขั้นที่ 5 กำกับติดตามและประเมินผล ติดตามความก้าวหน้าและการนำความรู้ไปใช้จริง
เพื่อให้ทราบว่าการพัฒนาช่วยยกระดับสมรรถนะได้เพียงใด
ขั้นที่ 6 สื่อสารผลและปรับปรุงต่อเนื่อง สรุปผลและสะท้อนกลับเข้าสู่แผนพัฒนาในรอบถัดไป
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• เริ่มจากข้อมูลจริงและการวิเคราะห์ช่องว่างสมรรถนะ
• ออกแบบกิจกรรมพัฒนาให้ตรงจุดและนำไปใช้ได้จริง
• ติดตามผลหลังพัฒนา ไม่จบแค่การเข้าร่วม
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
อาจารย์ได้รับการพัฒนาตรงกับความต้องการ
เกิดการยกระดับสมรรถนะอย่างเป็นระบบ และส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอน วิจัย
และบริการวิชาการ
บทเรียนสำคัญคือ
การพัฒนาอาจารย์ที่มาจากการวิเคราะห์ช่องว่างสมรรถนะให้ผลคุ้มค่ากว่าการจัดอบรมตามกระแส
และต้องติดตามการนำไปใช้จริง
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• วิเคราะห์ช่องว่างสมรรถนะเป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนาอาจารย์
• เชื่อมแผนพัฒนากับความต้องการรายบุคคล (IDP) และเป้าหมายองค์กร
• ติดตามการนำความรู้ไปใช้จริงหลังการพัฒนา
แนวปฏิบัติที่ดี ๕.๘:
การบริหารผลการปฏิบัติงานและการยกย่องเชิดชูเกียรติตามกลุ่มศักยภาพ (Performance
Management and Recognition)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๕ (Academic Staff) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๕.๘
การมีระบบบริหารผลการปฏิบัติงานและการให้รางวัลที่เป็นธรรม |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ระบบบริหารผลการปฏิบัติงานที่ดีต้องเชื่อมโยงการวางแผน
กำกับดูแล ประเมินผล พัฒนา และให้รางวัลอย่างเป็นธรรม
แนวปฏิบัตินี้บริหารผลการปฏิบัติงานและการยกย่องเชิดชูเกียรติตามกลุ่มศักยภาพ
เพื่อส่งเสริมให้อาจารย์ปฏิบัติงานได้ตามบทบาทและบรรลุเป้าหมายขององค์กร
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• บริหารผลการปฏิบัติงานที่เชื่อมโยงกับพันธกิจและตัวชี้วัด
• พัฒนาอาจารย์ตามกลุ่มศักยภาพอย่างเหมาะสม
• ยกย่องเชิดชูเกียรติอย่างเป็นธรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน
และบริหารจัดการตามกลุ่มศักยภาพ
ขั้นที่ 1 กำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมาย กำหนดตัวชี้วัดครอบคลุมทุกพันธกิจ
เชื่อมกับวิสัยทัศน์/ยุทธศาสตร์ และจัดทำข้อตกลงการปฏิบัติงาน (PA)
ขั้นที่ 2 กำกับติดตามและให้การสนับสนุน สร้างการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง ให้คำปรึกษา
เน้นการพัฒนาไม่ใช่การจับผิด
ขั้นที่ 3 ประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นรอบ ประเมินตามตัวชี้วัดที่กำหนดด้วยหลักฐานที่ตรวจสอบได้
และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา
ขั้นที่ 4 วิเคราะห์ศักยภาพและสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งและจัดกลุ่มอาจารย์ตามศักยภาพ
(กลุ่มศักยภาพสูง กลุ่มได้ตามเกณฑ์ และกลุ่มที่ต้องการการพัฒนา)
ขั้นที่ 5 พัฒนาอาจารย์ตามศักยภาพรายกลุ่ม ออกแบบแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) และระบบพี่เลี้ยง (Mentoring)
ที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
ขั้นที่ 6 ให้รางวัลและยกย่องเชิดชูเกียรติ คัดเลือกตามเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม
แล้วเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• สื่อสารตัวชี้วัดและเกณฑ์ชัดเจนตั้งแต่ต้นปี
• เน้นการพัฒนา ไม่ใช่การตัดสิน และเปิดโอกาสให้เติบโต
• เชื่อมโยงการยกย่องกับรางวัลอย่างเป็นธรรม
สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
อาจารย์มีคุณภาพด้านการสอนและการวิจัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เกิดแรงจูงใจและความผูกพันต่อองค์กร
และองค์กรบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์อย่างยั่งยืน
บทเรียนสำคัญคือ
การบริหารผลการปฏิบัติงานตามกลุ่มศักยภาพช่วยให้พัฒนาอาจารย์ได้ตรงจุด
ทั้งกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือและกลุ่มที่ควรได้รับการส่งเสริมให้ก้าวไกล
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำข้อตกลงการปฏิบัติงาน (PA) ที่เชื่อมพันธกิจและตัวชี้วัด
• จัดกลุ่มอาจารย์ตามศักยภาพและออกแบบการพัฒนาที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
• กำหนดเกณฑ์การยกย่องเชิดชูเกียรติที่ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม
แนวปฏิบัติที่ดี ๖.๑:
ระบบการรับเข้าและการสื่อสารหลายช่องทางที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ (Multi-channel
Admission System)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๖ (Student Support) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๖.๑ การมีนโยบาย เกณฑ์
และกระบวนการรับเข้าที่ชัดเจนและเข้าถึงได้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
นโยบายและกระบวนการรับเข้าที่ดีต้องชัดเจน
เข้าถึงง่าย และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลง เมื่อเงื่อนไขการรับเข้าเปลี่ยนแปลง
(เช่น พื้นที่รับสมัครและช่องทางการคัดเลือก)
สถาบันจึงต้องออกแบบระบบการรับเข้าที่สื่อสารหลายช่องทางและขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ภายใต้วงจร
PDCA
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• สื่อสารนโยบายและกระบวนการรับเข้าให้ชัดเจนและเข้าถึงได้หลายช่องทาง
• ลดความคลาดเคลื่อนของเอกสารและกระบวนการคัดเลือก
• ใช้ข้อมูลติดตามแบบทันเวลาในการบริหารการรับเข้า
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ออกแบบระบบเป็นกระบวนการไหล
(Input–Process–Output–Feedback)
ขั้นที่ 1 กำหนดปัจจัยนำเข้า (Input) วิเคราะห์แผนการผลิต นโยบายการรับเข้า
และข้อมูลปัญหาจากปีที่ผ่านมา
ขั้นที่ 2 สื่อสารหลายช่องทาง (Process) สื่อสารผ่านหลายช่องทาง เช่น การแนะแนว การเปิดบ้าน (Open
House) เครือข่ายสื่อสารออนไลน์ และระบบเครือข่ายติดต่อผู้สมัคร
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบเอกสารล่วงหน้า (Pre-Screening) จัดทำคู่มือ ตรวจสอบเอกสารล่วงหน้า และแจ้งกลับผู้สมัครรายบุคคล
เพื่อลดความผิดพลาด
ขั้นที่ 4 เตรียมแผนรองรับภาวะวิกฤต (Crisis SOP) จัดทำขั้นตอนสำรองเมื่อระบบหลักขัดข้อง เช่น
ช่องทางสัมภาษณ์สำรอง
ขั้นที่ 5 ติดตามด้วยแผงข้อมูลแบบทันเวลา ติดตามยอดสมัครและสถานะแบบทันเวลา และจัดเก็บองค์ความรู้ (Best
Practice/คู่มือ/สื่อ) เพื่อใช้ต่อ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ทิศทางและเป้าหมายการรับเข้าชัดเจน (Direction)
• บูรณาการการทำงานร่วมกันของฝ่ายวิชาการ ทะเบียน
และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Structure)
• มีกลไกเครือข่ายสื่อสารและระบบติดตามแบบทันเวลา (Mechanism)
บนวัฒนธรรมคุณภาพ (Culture)
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ระบบการรับเข้ามีความชัดเจน
เข้าถึงง่ายหลายช่องทาง ลดความคลาดเคลื่อนของเอกสาร
และมีองค์ความรู้ที่ใช้ต่อยอดได้
บทเรียนสำคัญคือ
การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขการรับเข้าได้ดี
ต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานข้ามฝ่ายและการติดตามด้วยข้อมูลแบบทันเวลา
พร้อมแผนรองรับภาวะวิกฤต
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ออกแบบการรับเข้าเป็นกระบวนการไหลพร้อมการติดตามด้วยข้อมูล
• จัดทำระบบตรวจสอบเอกสารล่วงหน้าและแจ้งกลับผู้สมัครรายบุคคล
• จัดทำแผนรองรับภาวะวิกฤต (Crisis SOP) สำหรับช่องทางคัดเลือก
แนวปฏิบัติที่ดี ๗.๑:
การจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมและความหลากหลายของผู้เรียน
(Inclusive Learning Facilities)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๗ (Facilities) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๗.๑
การจัดทรัพยากรกายภาพที่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
สภาพแวดล้อมทางกายภาพส่งผลต่อสุขภาวะและประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน
อุปกรณ์การเรียนส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อผู้เรียนกลุ่มหลัก
ทำให้ผู้เรียนที่มีลักษณะเฉพาะ (เช่น ผู้ถนัดซ้าย หรือผู้มีความต้องการพิเศษ)
เกิดข้อจำกัด แนวปฏิบัตินี้จึงจัดสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมและความหลากหลายของผู้เรียน
โดยใช้กรณีการจัดที่นั่ง/อุปกรณ์สำหรับผู้เรียนถนัดซ้ายเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ลดอุปสรรคและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้
• จัดสรรทรัพยากรห้องเรียนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงของผู้เรียน
• ส่งเสริมสุขภาวะและประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกกลุ่ม
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๕ ขั้นตอน
เริ่มจากการสำรวจความต้องการจริงของผู้เรียน
ขั้นที่ 1 สำรวจความต้องการของผู้เรียน จัดทำแบบสำรวจจำนวนและลักษณะความต้องการเฉพาะของผู้เรียนในแต่ละชั้นปี
ขั้นที่ 2 ออกแบบตามหลักการที่เหมาะสม กำหนดรูปแบบและวัสดุของอุปกรณ์ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics)
โดยเน้นความแข็งแรงและปลอดภัย
ขั้นที่ 3 จัดหาตามระเบียบและตรวจสอบคุณภาพ ดำเนินการจัดหาตามระเบียบพัสดุ พร้อมตรวจสอบคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
ขั้นที่ 4 จัดวางในตำแหน่งที่เหมาะสม นำไปไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมและระบุสัญลักษณ์ให้ชัดเจนเพื่อให้ใช้งานได้ตรงวัตถุประสงค์
ขั้นที่ 5 ติดตามการใช้งานและความพึงพอใจ ติดตามการใช้งานจริงและความพึงพอใจของผู้เรียนเพื่อปรับปรุงการจัดสรรในอนาคต
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ผู้บริหารเห็นคุณค่าของความเท่าเทียมและบุคลากรร่วมมือ
• ออกแบบบนหลักการยศาสตร์และความปลอดภัย
• บริหารจัดการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียนทุกกลุ่ม
รวมถึงผู้ที่มีลักษณะเฉพาะ สามารถเข้าถึงสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม
ลดความเมื่อยล้าและอุปสรรคในการเรียน
และเกิดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสุขภาวะ
บทเรียนสำคัญคือ
การใส่ใจความต้องการเฉพาะของผู้เรียนกลุ่มเล็ก (เช่น ผู้ถนัดซ้าย)
สะท้อนหลักความเท่าเทียมและสามารถทำได้ด้วยกระบวนการที่เป็นระบบและไม่ซับซ้อน
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• สำรวจความต้องการเฉพาะของผู้เรียนเป็นข้อมูลตั้งต้นในการจัดสิ่งสนับสนุน
• ออกแบบสิ่งสนับสนุนบนหลักการยศาสตร์และความปลอดภัย
• ติดตามการใช้งานจริงและความพึงพอใจเพื่อปรับปรุงต่อเนื่อง
แนวปฏิบัติที่ดี ๗.๒:
การยกระดับห้องปฏิบัติการเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สร้างมูลค่าให้องค์กร (Laboratory
as a Value-Creating Learning Center)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๗ (Facilities) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๗.๒
การมีห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ที่ทันสมัยและพร้อมใช้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
การลงทุนในห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีระดับสูงมีต้นทุนสูง
หากใช้เพียงเพื่อการเรียนการสอนตามปกติอาจไม่คุ้มค่า
แนวปฏิบัตินี้จึงยกระดับห้องปฏิบัติการเป็น 'ศูนย์การเรียนรู้เชิงรุก' ที่ทันสมัย
พร้อมใช้ ใช้งานมีประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กรผ่านการบริการวิชาการ
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• บริหารห้องปฏิบัติการให้ทันสมัย พร้อมใช้ และเข้าถึงง่าย
• ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP)
• สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการบริการวิชาการและเครือข่ายความร่วมมือ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
บริหารห้องปฏิบัติการ ๕ ด้าน
เพื่อความทันสมัย พร้อมใช้ มีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐาน และสร้างมูลค่า
ขั้นที่ 1 บริหารความทันสมัย (Up-to-Date) ปรับปรุงห้องปฏิบัติการให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสุขภาพ
ขั้นที่ 2 ทำให้พร้อมใช้และเข้าถึงง่าย (Readily
Available) จัดระบบจองและเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ได้เมื่อต้องการ
ขั้นที่ 3 ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ (Effectively
Deployed) บริหารตารางการใช้พื้นที่ในช่วงเวลาวิกฤตและกระจายการใช้งานให้สมดุลตลอดปี
ขั้นที่ 4 กำหนดมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP) กำหนดการตรวจสอบ การเตรียมก่อนใช้ การตรวจหลังใช้
และการจัดการความปลอดภัยเป็นมาตรฐาน
ขั้นที่ 5 สร้างมูลค่าเพิ่มสู่องค์กร (Value Creation) เปิดให้บริการวิชาการ จัดอบรม/ทดสอบสมรรถนะ
และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ผู้บริหารสนับสนุนการพัฒนาอุปกรณ์และบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
• มีระบบบำรุงรักษาและตรวจสอบสภาพพร้อมใช้เป็นมาตรฐาน
• มีการบริหารการใช้ทรัพยากรเพื่อความคุ้มค่า
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ห้องปฏิบัติการพร้อมใช้
ปลอดภัย และถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มและชื่อเสียงผ่านการเป็นศูนย์อบรมและบริการวิชาการ
บทเรียนสำคัญคือ
ทรัพยากรที่ลงทุนสูงควรถูกยกระดับเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สร้างมูลค่า
มิใช่ใช้เพียงในการเรียนการสอนปกติ
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงาน (SOP) ของห้องปฏิบัติการ
• วางระบบจองและบำรุงรักษาเพื่อความพร้อมใช้และความปลอดภัย
• พัฒนาห้องปฏิบัติการเป็นศูนย์บริการวิชาการและสร้างเครือข่ายภายนอก
แนวปฏิบัติที่ดี ๗.๓:
ระบบสำรองเพื่อความต่อเนื่องของบริการห้องสมุดด้วยเครื่องมือดิจิทัล (Library
Service Continuity)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๗ (Facilities) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๗.๓
การมีห้องสมุดดิจิทัลและทรัพยากรการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
เมื่อระบบห้องสมุดดิจิทัลหลักไม่สามารถใช้งานได้
การบริการอาจหยุดชะงัก
แนวปฏิบัตินี้จึงพัฒนาระบบห้องสมุดสำรองด้วยเครื่องมือดิจิทัลที่หาได้ทั่วไป
เพื่อให้บริการดำเนินต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
เป็นตัวอย่างของการบริหารความต่อเนื่องของบริการ (Service Continuity)
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• รักษาความต่อเนื่องของบริการยืม–คืน
และการเข้าถึงทรัพยากรเมื่อระบบหลักขัดข้อง
• ให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรได้ตลอดเวลา
• จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและไม่สูญหาย
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ดำเนินการตามวงจร PDCA
โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลที่หาได้ทั่วไป
ขั้นที่ 1 วางแผน (Plan) หาระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลกันได้
และเลือกช่องทางติดต่อที่ผู้ใช้บริการเข้าถึงสะดวก
ขั้นที่ 2 ปฏิบัติ (Do) นำเข้าข้อมูลทรัพยากรในเครื่องมือจัดการข้อมูลออนไลน์
สร้างช่องทางบริการและเว็บไซต์ห้องสมุด พร้อมประชาสัมพันธ์หลายช่องทาง
ขั้นที่ 3 ประเมินผล (Check) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเป็นรอบ
ขั้นที่ 4 ปรับปรุงและพัฒนา (Act) ปรับปรุงระบบดิจิทัลให้สามารถดำเนินงานและให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้งานง่าย
• เจ้าหน้าที่เรียนรู้และปรับตัวได้รวดเร็ว
• มีระบบจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานที่นำมาใช้ต่อได้ทันที
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
บริการห้องสมุดดำเนินต่อเนื่องแม้ระบบหลักขัดข้อง
ผู้ใช้บริการเข้าถึงทรัพยากรได้ตลอดเวลา
และข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบไม่สูญหาย
บทเรียนสำคัญคือ
การบริหารความต่อเนื่องของบริการสามารถทำได้ด้วยเครื่องมือดิจิทัลที่หาได้ทั่วไป
หากมีการวางแผนและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานไว้ล่วงหน้า
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• วางแผนสำรองสำหรับบริการสำคัญที่พึ่งพาระบบเทคโนโลยี
• ใช้เครื่องมือดิจิทัลที่หาได้ทั่วไปสร้างระบบสำรองชั่วคราว
• จัดเก็บข้อมูลพื้นฐานอย่างเป็นระบบเพื่อให้พร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุ
แนวปฏิบัติที่ดี ๗.๕:
การจัดโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายที่เข้าถึงได้และปลอดภัย
(Accessible and Secure IT Infrastructure)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๗ (Facilities) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๗.๕
การมีระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่ายที่ครอบคลุม
ปลอดภัย และเข้าถึงง่าย เป็นรากฐานของการเรียน การทำงาน การวิจัย
และการบริหารจัดการ แนวปฏิบัตินี้จึงวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีระบบสำรอง
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการสนับสนุนผู้ใช้
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• จัดโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่าย
• เสริมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
• ให้บริการสนับสนุนผู้ใช้อย่างทั่วถึง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๖ ขั้นตอน
ตั้งแต่การสำรวจความต้องการจนถึงการประเมินและพัฒนาต่อเนื่อง
ขั้นที่ 1 สำรวจและประเมินความต้องการ สำรวจความต้องการใช้งานของผู้เรียน อาจารย์ และบุคลากร
ขั้นที่ 2 วางแผนและออกแบบ ออกแบบระบบเครือข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ พร้อมระบบสำรอง
ขั้นที่ 3 พัฒนาและปรับปรุง พัฒนาเครือข่ายแบบมีสายและไร้สาย
พร้อมระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
ขั้นที่ 4 ให้บริการและสนับสนุนผู้ใช้ จัดบริการช่วยเหลือผู้ใช้ (Helpdesk) หลายช่องทางและตลอดเวลา
ขั้นที่ 5 กำกับ ติดตาม และดูแลรักษา ดูแลรักษาระบบและเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ 6 ประเมินและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประเมินคุณภาพการให้บริการและพัฒนาให้ทันสมัยเป็นระยะ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• ผู้บริหารสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
• มีระบบสำรองและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
• มีบริการสนับสนุนผู้ใช้ที่ทั่วถึงและประเมินต่อเนื่อง
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
ผู้เรียน อาจารย์
และบุคลากรเข้าถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้สะดวก ปลอดภัย และต่อเนื่อง
รองรับทั้งการเรียน การวิจัย และการบริหารจัดการ
บทเรียนสำคัญคือ
โครงสร้างพื้นฐานที่ดีต้องมาคู่กับระบบสำรอง ความมั่นคงปลอดภัย
และบริการสนับสนุนผู้ใช้ จึงจะเข้าถึงได้อย่างแท้จริง
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ออกแบบเครือข่ายให้ครอบคลุมพร้อมระบบสำรอง
• วางระบบความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
• จัดบริการช่วยเหลือผู้ใช้หลายช่องทางและประเมินคุณภาพต่อเนื่อง
แนวปฏิบัติที่ดี ๗.๗:
การพัฒนาสิ่งสนับสนุนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้วยวงจรคุณภาพสองระดับ
(Double-loop PDCA for Learning Environment)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๗ (Facilities) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๗.๗
การมีสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้
สิ่งอำนวยความสะดวก และสภาพแวดล้อมภายในสถาบันต้องเอื้อต่อการจัดการศึกษา
แนวปฏิบัตินี้พัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ด้วยวงจรคุณภาพสองระดับ
(ระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย) ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพ สังคม และจิตใจ
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• พัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทั้งทางกายภาพ สังคม และจิตใจ
• เชื่อมการพัฒนาระดับปฏิบัติการกับระดับนโยบาย
• ใช้ข้อมูลคุณภาพชีวิตและระบบรับแจ้งปัญหาเพื่อการพัฒนาต่อเนื่อง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ดำเนินการด้วยวงจรคุณภาพสองระดับ
คือระดับปฏิบัติการ (Operational) และระดับนโยบาย (Strategic)
ขั้นที่ 1 วางแผนระดับปฏิบัติการ (Plan) สำรวจความต้องการและออกแบบแนวทางพัฒนาสภาพแวดล้อม
ขั้นที่ 2 ดำเนินการพัฒนา (Do) พัฒนาสภาพแวดล้อมทั้งสามด้าน คือ กายภาพ สังคม และจิตใจ
ขั้นที่ 3 ประเมินระดับปฏิบัติการ (Check) ประเมินผลการพัฒนาในระดับปฏิบัติการและรับแจ้งปัญหาจากผู้ใช้
ขั้นที่ 4 ปรับปรุงระดับปฏิบัติการ (Act) นำผลไปปรับปรุงการดำเนินงาน
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบเชิงนโยบาย (Check ระดับนโยบาย) ประเมินภาพรวมด้วยการประเมินคุณภาพชีวิต (Quality of Life
Assessment)
ขั้นที่ 6 ทบทวนและพัฒนาเชิงนโยบาย (Act ระดับนโยบาย) ทบทวนและกำหนดนโยบายการพัฒนาสภาพแวดล้อมในภาพรวม
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• เชื่อมโยงการพัฒนาระดับปฏิบัติการกับระดับนโยบาย
• ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทั้งกายภาพ สังคม และจิตใจ
• มีระบบรับแจ้งปัญหาและการประเมินคุณภาพชีวิต
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
คุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในระดับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระดับการกำหนดนโยบาย
บทเรียนสำคัญคือ
การใช้วงจรคุณภาพสองระดับช่วยให้การพัฒนาสภาพแวดล้อมไม่หยุดอยู่ที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
แต่ยกระดับสู่การพัฒนาเชิงนโยบาย
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• ออกแบบการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้ครอบคลุมกายภาพ สังคม และจิตใจ
• ใช้วงจรคุณภาพสองระดับเชื่อมการปฏิบัติกับนโยบาย
• จัดทำระบบรับแจ้งปัญหาและการประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ใช้
แนวปฏิบัติที่ดี ๗.๙:
การประเมินคุณภาพและพัฒนาสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม
(Continuous Quality Evaluation of Facilities)
|
เกณฑ์ AUN-QA: เกณฑ์ ๗ (Facilities) |
ข้อกำหนด (Requirement): ๗.๙
การประเมินคุณภาพของสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และนำผลไปพัฒนา |
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ต้องได้รับการประเมินคุณภาพรอบด้านและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้ผู้เรียน อาจารย์ และบุคลากรเข้าถึงสิ่งสนับสนุนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย
และได้มาตรฐาน
แนวปฏิบัตินี้จึงวางระบบประเมินคุณภาพที่ครอบคลุมและนำผลไปพัฒนาเป็นวงรอบ
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
• ประเมินคุณภาพสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้อย่างรอบด้านและครอบคลุม
• วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อระบุจุดเด่นและโอกาสพัฒนา
• นำผลไปพัฒนาและสื่อสารอย่างต่อเนื่อง
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
กระบวนการ ๗ ขั้นตอน
ครอบคลุมสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้หลายด้าน
ขั้นที่ 1 กำหนดกรอบการประเมิน กำหนดขอบเขตการประเมินให้ครอบคลุมทุกด้านและผู้รับผิดชอบ
ขั้นที่ 2 ออกแบบเครื่องมือการประเมิน พัฒนา/ทบทวนแบบประเมินให้ชัดเจนและตรวจสอบความเชื่อมั่น
ขั้นที่ 3 เก็บรวบรวมข้อมูล เก็บข้อมูลเป็นรอบ (เช่น ปีละสองครั้ง) จากผู้ใช้บริการ
ขั้นที่ 4 วิเคราะห์และสรุปผล วิเคราะห์เชิงลึกทั้งภาพรวมและรายประเด็น ระบุจุดเด่น
โอกาสพัฒนา และประเด็นเร่งด่วน
ขั้นที่ 5 วางแผนพัฒนาและจัดลำดับความสำคัญ จัดทำแผนพัฒนาโดยจัดลำดับตามความสำคัญและงบประมาณ
ขั้นที่ 6 ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนา ปรับปรุงสิ่งสนับสนุนตามแผน
ขั้นที่ 7 ติดตาม ประเมินซ้ำ และสื่อสารผล ติดตามผล ประเมินซ้ำ และสื่อสารผลการพัฒนาให้ทุกฝ่ายรับทราบ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
• กำหนดตัวชี้วัดชัดเจนและใช้ข้อมูลผู้ใช้จริง
• วิเคราะห์เชิงลึกเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
• ผู้บริหารสนับสนุนและเน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง
๕. ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons Learned)
สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ได้รับการประเมินคุณภาพรอบด้านและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจเพิ่มขึ้น และสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้
บทเรียนสำคัญคือ
การประเมินคุณภาพต้องวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลผู้ใช้จริง
จัดลำดับความสำคัญตามงบประมาณ และสื่อสารผลการพัฒนากลับไปยังผู้ใช้
๖. แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอดสู่วิทยาลัยอื่น
(Transferability & Sustainability)
• จัดทำกรอบและเครื่องมือประเมินคุณภาพสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ที่ครอบคลุม
• เก็บข้อมูลเป็นรอบจากผู้ใช้จริงและวิเคราะห์เชิงลึก
• วางแผนพัฒนาโดยจัดลำดับความสำคัญและสื่อสารผลกลับสู่ผู้ใช้
สถาบันการศึกษาสามารถใช้แบบฟอร์มต่อไปนี้ในการถอดบทเรียนแนวปฏิบัติที่ดีของตนเอง
เพื่อให้มีรูปแบบเดียวกันและสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ชื่อแนวปฏิบัติที่ดี: ………………………………………………………………………………………
เกณฑ์
AUN-QA / ข้อกำหนด (Requirement): ……………………………………………………
ผู้รับผิดชอบ
/ กลุ่มงาน: ……………………………………………………………………
๑. บริบทและความเป็นมา (Context)
ระบุที่มา ปัญหา
หรือความท้าทายที่นำไปสู่การพัฒนาแนวปฏิบัตินี้
๒. วัตถุประสงค์ของแนวปฏิบัติ
(Objectives)
ระบุเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ
๓. กระบวนการดำเนินงาน (Process)
ระบุขั้นตอนการดำเนินงานตามลำดับ
(อาจอ้างอิงวงจร PDCA)
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)
ระบุเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สำเร็จ
๕.
ผลลัพธ์และบทเรียนที่ได้รับ (Result & Lessons
Learned)
ระบุผลเชิงกระบวนการและข้อเรียนรู้สำคัญ
๖.
แนวทางการนำไปใช้และการต่อยอด (Transferability &
Sustainability)
ระบุวิธีที่สถาบันอื่นนำไปปรับใช้และพัฒนาต่อ
เป็นงานที่ต้องใช้ระยะเวลาและความต่อเนื่องในการทำงาน ตามวงจรคุณภาพ PDCA Cycle
ตอบลบ